วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประชาธิปไตยไทย' ที่เป็นมาและที่กำลังจะเป็นไป

“คสช. ไม่ต้องการเข้าสู่อำนาจ ไม่ต้องการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ใดๆ แต่ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ถ้าทหาร

และข้าราชการไม่ทำอะไรเลย ใครจะดูแลท่าน ใครจะมาแก้ปัญหาให้ท่าน?”

นี่คือหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงให้คนไทยได้รับทราบเพื่อยืนยันว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ไม่ได้ต้องการอำนาจ และไม่ต้องการผลประโยชน์

เป็นสัญญาประชาคมทางการที่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำและกาลเวลา

แต่ประโยคหลังที่ว่า “ถ้าทหารและข้าราชการไม่ทำอะไรเลย ใครจะดูแลท่าน ใครจะมาแก้ปัญหาให้ท่าน?” ทำให้ต้องหาคำตอบต่อคำถามนี้

และคำตอบของผมก็คือว่า ถ้าบ้านเมืองนี้ยังต้องให้ทหารและข้าราชการมา “ดูแล” และ “แก้ปัญหาให้” ก็แปลว่า ระบอบที่เราอ้างกันมาตลอดเวลากว่า 80 ปีตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ยังไม่อาจจะเรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ในความหมายที่แท้จริงได้เลย

เพราะหากเราเป็นประชาธิปไตยจริง ต้องไม่มีความจำเป็นที่ “ทหารและข้าราชการ” จะต้องใช้ “วิธีการพิเศษ” นอกกติกาปกติเพื่อจะ “แก้ปัญหา” ให้กับคนทั้งประเทศ

หากเราได้ร่วมกันสร้างกลไกแห่งประชาธิปไตยจริงๆ จะไม่มีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคมอ้างสิทธิที่จะ “ล้มกระดาน” เพื่อจะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ เพราะนั่นเท่ากับเรายังไม่อาจพิสูจน์ว่าเราได้ “บรรลุวุฒิภาวะ” ทางการเมืองเพียงพอที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมของเราได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุก ๆ 5 ถึง 10 ปี และทุกครั้งที่เริ่มใหม่เราจะถอยหลังไปอีกหลายก้าว เพราะคนอื่นเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและของเรา จนเขาก้าวล้ำหน้าเราไปไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง เปิดทางให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในการสร้างสังคม และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ใช้ความรู้ความสามารถในการต่อยอดจากความแข็งแกร่งของตน

ไทยเราเดินไปสองก้าว ถอยมาสามก้าว และสุ่มเสี่ยงกับการกลายเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ที่วนเวียนอยู่กับ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” และ “เผด็จการทหาร” สลับกับ “เผด็จการเสียงข้างมาก” และ “ธนาธิปไตย” ที่มีเงินและบารมีเป็นใหญ่กว่าความถูกต้องและชอบธรรม

เราก้าวไม่ถึง “ธรรมาธิปไตย” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในเนื้อหาอย่างแท้จริงทั้ง ๆ ที่เราอ้างว่าเราก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศทางด้านนี้ แต่เอาเข้าจริง ๆ เรากลับยอมให้ “ศรีธนญชัย” ครองบ้านเมือง และคนกลุ่มเดียวสามารถใช้อำนาจ เงิน บารมี และเส้นสายกำหนดชะตากรรมของคนทั้งชาติ

คำว่า “ประชาธิปไตย” ของเรากลายเป็นการเปิดทางให้นักเลือกตั้งใช้เงิน พรรคพวก เส้นสาย การตีความกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตน และถึงจุดหนึ่งคนเหล่านี้ก็สั่งสมอาวุธ และ “มวลชน” ด้วยจุดประสงค์เดียว นั่นคือ การข่มขู่ คุกคามและกดดันทุกสถาบันในประเทศ เพียงเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่ตนต้องการ

มีสัญญาณชัดเจนว่าต่างฝ่ายในการต่อสู้เพื่ออำนาจทางการเมืองกำลังสร้าง “กองทัพติดอาวุธส่วนตัว” ขึ้นมา เพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งด้วยกำลังคู่ไปกับความก้าวร้าวของวาทกรรมทางการเมือง

“ประชาธิปไตย” ในความหมายของคนเหล่านี้จึงไม่ห่างจาก “อนาธิปไตย” นัก

ทางเลือกของคนไทยที่ผ่านมาจึงอยู่ระหว่าง “การเมืองนักเลือกตั้ง” กับ “รัฐประหาร” โดยที่คนไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการจะเห็นการ “ปฏิรูป” ระบบการเมืองและสังคมอย่างจริงจังไม่มีสิทธิหรือบทบาทอย่างมีนัยสำคัญ

เราจึงต้องตกอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่คนไทยไม่ควรจะต้องถูกบังคับให้เลือกระหว่างสองอย่างที่ไม่ต้องการเลือก

เราจะพ้นจากวงจรสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเราเลิกยึดถือคนรวย ความมั่งคั่งทางวัตถุ วาทกรรมน้ำเน่าการเมือง และหันมาสร้างค่านิยมธรรมาธิปไตย ความเสียสละ การเคารพต่อสิทธิและความเห็นต่างของเพื่อนร่วมชาติ และการสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

“อำนาจพิเศษ” ต้องกลับไปสู่ “พลังแห่งเหตุและผล” ของสังคม ที่ไม่มีใครผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ หรือความรักชาติในช่วงจังหวะที่เร่งรัดชัดเจน และมีกรอบเวลาที่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ได้

ประชาธิปไตย ย่อมไม่อาจจะมองผ่านเพียงแค่รัฐธรรมนูญ หรือการหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่หมายถึงการสร้างวัฒนธรรมการเมือง ให้เป็นวิถีชีวิตประจำวันของทุกผู้ทุกนามในสังคม ที่ตกลงจะอยู่ร่วมกันเพื่อยกมาตรฐานคุณภาพชีวิตของทุกคน ภายใต้กติกาที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเขียนขึ้นมา

เรายังห่างจากจุดนั้น...มากนัก