คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ในทุกภาคของประเทศ โดยมีโครงสร้าง
ตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงระดับตำบล เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ หรือ ต้องการ "สลายสีเสื้อ" เพราะที่ผ่านมา การแบ่งแยกออกเป็นสีเสื้อได้สร้างปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ด้วยการแบ่งเป็น "พวกเขา-พวกเรา" ทำให้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังจะเห็นได้ว่าการแบ่งแยกเช่นนี้ได้สร้างปัญหามากขึ้น เพราะได้ปิดทางเลือกอื่นทั้งหมด
ศูนย์ปรองดองฯที่คสช.จัดตั้งขึ้น มีลักษณะการทำงานของมวลชนแบบกองทัพ แม้ขณะนี้คสช.ประกาศว่าจะไม่เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่เห็นว่าทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นน่าจะพูดคุยกันได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทำงานมีขอบข่ายทั่วประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งระดับเจ้าหน้าที่และระดับประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม จึงถือว่ายังเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอยู่มากว่าอาจเกิดความเข้าใจว่าเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากไม่สร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่ดีพอ
อันที่จริง ศูนย์ปรองดองฯอาจไม่ต่างจากลูกเสือชาวบ้าน หรือ รูปแบบการรวมตัวอื่นในช่วงยุคต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) แต่สิ่งที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก คือ ในช่วงสงครามคอมมิวนิสต์นั้น เป็นการต่อสู้ระหว่าง"คนละขั้วความคิด" แต่ในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ในกรอบความคิดเดียวกัน คือ "ระบอบประชาธิปไตย" เพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่านิยมชมชอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยกันทั้งสิ้น จึงเป็นความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตยเอง
ดังนั้น เราไม่เชื่อว่าการแก้ปัญหาหรือสลายสีเสื้อ ด้วยการตั้งศูนย์สร้างความปรองดองนั้น จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เพราะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะทำให้ความขัดแย้งนานนับสิบปี จะสิ้นสลายไปในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าความขัดแย้ง หรือ เรียกว่าการต่อสู้ระหว่างคนกลุ่มต่างๆนั้นได้สร้างความสูญเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย โดยธรรมชาติของความขัดแย้งที่เกิดความสูญเสียก็คือต้องใช้เวลานานในการเยียวยาและสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคสช.อาจเห็นว่าไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ และอาจเป็นวิธีการที่ดีที่สุด นั่นคือ ทำหน้าที่เป็นคนกลางจัดเวทีให้เกิดการพูดคุย ซึ่งที่ผ่านมา หลายองค์กรก็พยายามเสนอในแนวทางเดียวกัน แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ เพราะแต่ละฝ่ายไม่ยอมเจรจาด้วย เราจึงเห็นภาพการโต้แย้งและตอบโต้กันผ่านสื่อต่างๆ แต่ไม่เคยมานั่งพูดคุยกันในประเด็นขัดแย้งเหล่านี้ ซึ่งหากคสช.ทำได้ ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งในความพยายามแก้ไข ซึ่งต้องทดลองทำว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
เราเห็นด้วยกับการสร้างเวทีกลางเพื่อให้เกิดการพูดคุย แต่เราไม่ได้หวังมากนักว่าการจัดเวทีขึ้นมาแล้ว ความขัดแย้งจะหมดสิ้นไปและคนไทยจะกลับไปเหมือนที่เคยเป็นก่อนหน้านั้น เพราะเป็นไปไม่ได้ในการย้อนกลับไปในอดีต ในขณะที่คนไทยผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย แต่ที่เราอยากเห็นมากที่สุดคือการยุติความรุนแรงต่อกันและเปิดใจกว้างต่อกัน แม้มีความแตกต่างทางความคิด เพราะหากยังไม่อาจยุติได้ เราเชื่อว่าความขัดแย้งก็ยังดำรงอยู่อีกนาน เพราะความรุนแรงคือสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าคนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้









