วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ศูนย์ปรองดอง" กับ"ศูนย์การุณยเทพ"

ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของการยึดอำนาจ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีทั้งเสียงสนับสนุนให้ คสช. "ขจัดระบอบทักษิณ"

และกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหารใน "เชิงสัญลักษณ์" ก็ยังมีอยู่ประปราย ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ เนื่องจากมีการปลุกกระแสต้านรัฐประหารผ่านสื่อทีวี และสื่อออนไลน์เสื้อแดงมานานแรมปี

000 โจทย์ใหญ่ของ คสช.ภายใน 2-3 เดือนนี้คือการสลายสีเสื้อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ กอ.รมน. รับผิดชอบเรื่องการจัดตั้ง "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป" (ศปป.) มีหน้าที่หลักคือ การเสริมสร้างความสามัคคี และการปฏิรูป

000 ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก่อการยึดอำนาจนั้น ไม่มีแผนการเรื่องปรองดอง ตรงกันข้ามกับประกาศแผน "บันได 4 ขั้น" กวาดล้างระบอบทักษิณ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากคนเสื้อเหลือง แต่ก็มีปฏิกิริยาต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อย่างต่อเนื่องและรุนแรงในช่วงรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์

000 มาถึงการรัฐประหารครั้งล่าสุด คสช. ประเดิมยุทธศาสตร์ "ปรองดองควบปฏิรูป" ทำให้นึกถึง "คำสั่ง 66/2523" หรือนโยบายเอาชนะคอมมิวนิสต์ด้วยการเมืองนำการทหาร ที่เน้นการ "ให้อภัย" เป็นบันไดขั้นแรก แล้วจึงตามมาด้วยกระบวนการสลายความคิด ตามแผนงานที่ชื่อ "โครงการการุณยเทพ" และ "โครงการสันติสุข" ที่ใช้กับสมาชิกและแนวร่วมคอมมิวนิสต์

000 สำหรับโครงการการุณยเทพ เกิดขึ้นในสมัยที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล เป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. ตั้งแต่ปี 2518 มีเป้าหมายดึงกลุ่มคนที่ติดอาวุธต้านรัฐบาล ออกจากป่ามา "มอบตัว" โดยไม่เอาความผิด เพราะอาศัยช่องทางมาตรา 17 สัตตะ พรบ.คอมมิวนิสต์ฯ แต่เวลานั้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล

000 กระทั่งสถานการณ์ภายนอกเอื้อให้รัฐบาลเปรม ออกคำสั่งที่ 66/2523 เปิดทางให้ "ทหารป่า" เข้ามอบตัวได้ง่ายขึ้น พร้อมกับเรียกขานกลุ่มดังกล่าวว่า "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" และมีการอบรมตามโครงการการุณยเทพ และโครงการสันติสุข ปรับแนวคิดผู้เข้ามอบตัวเสียใหม่ และเหนืออื่นใด "แก่นความคิด" ของคำสั่ง 66/2523 คือ "เร่งสร้างประชาธิปไตย ขจัดเผด็จการทุกรูปแบบ" ซึ่งโครงการปรับจูนแนวคิด ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น

000 น่าคิดว่า 9 ปีที่ผ่าน "คนเสื้อเหลือง" กับ "คนเสื้อแดง" ต่างก็มีจุดยืน ความคิด และความเชื่ออยู่กันคนละขั้ว และมีพฤติกรรมที่แสดงออกทางการเมืองแบบ "สุดขั้ว" จึงนับเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของ กอ.รมน.ในปฏิบัติการสลายสีเสื้อ

000 ด้านสมรภูมิภาคอีสาน กองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานงานให้ทุกจังหวัด จัดกิจกรรมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามนโยบาย คสช. โดยเฉพาะ จ.อุดรธานี ซึ่งมีความแตกแยกอย่างรุนแรงนั้น กองทัพภาคที่ 2 ถือว่าเป็นภารกิจที่เร่งด่วน และทำให้เกิด "อุดรธานีโมเดล" ก่อนขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป

000 สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กอ.รมน.ต้องไม่ยึดติดรูปแบบ "กิจกรรมมวลชนสัมพันธ์" แบบที่ทหาร พล.ร.2 รอ. (ปราจีนบุรี) จัดขึ้นที่หมู่บ้านย่านลำลูกกา เพราะการสลายสีเสื้อเป็นการต่อสู้ทาง "ความคิด" เหมือนกับคนเสื้อแดงรายหนึ่งพูดกับนักข่าวที่หน้าสถานีวิทยุโกตี๋ว่า "สลายตัวได้ แต่สลายใจไม่ได้" มันเป็นโจทย์อันท้าทายของคณะทหารผู้ยึดอำนาจ