วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อเมริกาคว่ำบาตรไทยน่ากลัวไหม?

กระแสความไม่พอใจที่อเมริกาออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีต่อว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้อยู่ในระดับที่อเมริกาไม่ควรเพิกเฉย

การที่อเมริกาสั่งให้ทหารของตัวเองเก็บของกลับบ้านและตัดเงินช่วยเหลือทางทหารที่จะให้กับประเทศไทย อาจทำให้บางคนเริ่มกังวลว่า หากสหรัฐอเมริกามีมาตรการรุนแรงกว่านี้ออกมา ประเทศไทยจะบอบช้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหรือเปล่า เรามาดูกันดีกว่าว่า หากลุงแซมคว่ำบาตรเราจริงๆ ผลกระทบจะเป็นอย่างไร

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า นี่เป็นการประเมินผลกระทบในเบื้องต้น โดยใช้ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนมาประกอบ จึงมิใช่การประเมินที่สมบูรณ์ แต่ก็น่าจะพอให้ภาพใหญ่ที่ชัดเจนได้ระดับหนึ่ง

1) ผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากอเมริกา

ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปี 2556 เป็นนักท่องเที่ยวจากอเมริกาแค่ 3% เท่านั้น จึงถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก บอกได้เลยว่า ไม่มีนักท่องเที่ยวอเมริกาเราก็ไม่กระทบมากขนาดนั้น

เรื่องที่เราต้องไม่หลงกลก็คือ อาจจะมีสื่อทั้งในและนอกประเทศหยิบตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวอเมริกาที่หายไปมาพาดหัวข่าวให้ดูน่ากลัว เพราะหากดูตามจำนวน นักท่องเที่ยวจากอเมริกาในปีที่แล้วมีจำนวน 8.2 แสนคน ดูแล้วเหมือนจะเยอะน่าตกใจ แต่ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาถึง 26.5 ล้านคน เราจึงไม่ควรตื่นเต้นตกใจกับจำนวนหลักแสนจนเกินไปนัก

ถ้าจะบรรเทาผลกระทบให้ลดลงไปอีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรทำแผนการตลาดร่วมกับภาคเอกชนไว้ล่วงหน้า เพื่อเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ เข้ามาทดแทนแค่นี้ผลกระทบก็จะบรรเทาเบาบางลงไปได้พอสมควรแล้ว

2) ผลกระทบทางด้านการค้า

ผลกระทบด้านนี้น่าเป็นห่วงกว่ายอดนักท่องเที่ยว เพราะข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า อเมริกาเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยคิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แถมตอนนี้เรายังได้ดุลการค้าอยู่ถึงประมาณ 2.5 แสนล้านบาท การตัดความสัมพันธ์ทางการค้า ย่อมทำให้เราได้รับผลกระทบอย่างมาก

คำถามก็คือ สหรัฐอเมริกาจะกล้าตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับเราไหม หากไม่นับที่จีนกับรัสเซียจะเข้ามาหนุนเรา แล้วมองตัวเลขอัตราการขยายตัวของการส่งออกและนำเข้า จะพบว่า การขยายตัวของการส่งออกของไทยไปยังอเมริกา ติดลบ 1.3% แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าจากอเมริกาเพิ่มขึ้น 14.3%แสดงว่า ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากสำหรับนักธุรกิจในอเมริกา

ดังนั้น มองในแง่ธุรกิจ การเลิกค้าขายกับไทยจะทำให้อเมริกาเจ็บตัวอยู่ไม่น้อย หากทีมประชาสัมพันธ์ของไทยทำการบ้านดีๆ แล้วสื่อให้คนอเมริกาเห็นความสำคัญของตัวเลข 14.3% นี้ว่าจะช่วยสร้างงานให้คนอเมริกาได้แค่ไหน ธุรกิจจะมีรายได้เท่าไหร่ แค่นี้อเมริกาก็ต้องคิดหลายตลบก่อนจะเลยเถิดไปถึงขั้นการตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับเรา ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวขนาดนั้น

3) ด้านการลงทุน

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า อเมริกานำเงินมาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น แต่ถ้าดูสัดส่วนแล้วมีประมาณ 12.4% ของเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในปี 2556 หากลุงแซมจะห้ามคนของเขาไม่ให้ลงทุนในประเทศไทยจริง เราคงได้รับผลกระทบแน่ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องตีโพยตีพาย

ด้วยศักยภาพของประเทศไทยในตอนนี้ บวกกับการวางแผนเศรษฐกิจดีๆ คิดถึงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เราไม่จำเป็นต้องง้อเงินอเมริกาก็ได้ หรือถ้าต้องการเงินลงทุนจริง ยังมีอีกหลายประเทศที่สนใจเข้ามาแทนที่ จัดเงื่อนไขสิทธิพิเศษที่จูงใจหน่อย หมั่นออกไปทำโรดโชว์ เดี๋ยวก็หาเงินมาแทนได้ ยิ่งถ้าเลือกเข้าหาธุรกิจที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับธุรกิจของอเมริกาที่จะเข้ามาตีตลาดแถวนี้อยู่แล้ว อเมริกาก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะงานนี้ "ได้ไม่คุ้มเสีย"

อเมริกาก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักเราสามารถลดโอกาสตกเป็นฝ่ายรับได้ หากเราสามารถสื่อไปให้ถึงพลเมืองและธุรกิจของเขาว่า การทำตัวรุ่มร่ามและยุ่มย่ามกับปัญหาของคนไทย จะทำให้เขาเสียหายในระยะยาว ยิ่งถ้าคนไทยช่วยกันจุดกระแสต่อต้านอเมริกาให้ติด จนดังไปทั่วโลก อเมริกาคงจะขยับตัวทำอะไรลำบากขึ้น

ดังนั้น แทนที่จะมากังวลกับการคว่ำบาตร เราควรเริ่มวางแผนรับมือกับผลกระทบเพื่อให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ถ้าทำได้แบบนี้ แม้การคว่ำบาตรของอเมริกาอาจจะยังน่ากลัวอยู่ แต่ก็เป็นความน่ากลัวที่ไม่น่ากังวล