ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นกลางสัปดาห์ ปรากฏว่ายังคงเป้าการเพิ่มเงินสดในระบบธนาคารผ่านการซื้อสินทรัพย์ไว้ที่ 60-70 ล้านล้านเยนต่อปีต่อไป
รวมถึงมีความเห็นในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจหลังจากภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในมุมของโมเมนตัมของลูกศร 3 ดอกในการฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ หรือ Abenomics นั้น ยังน่าจะไปได้ต่อด้วยปัจจัยอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่
หนึ่ง อัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายให้อยู่ที่ร้อยละ 2 เพื่อว่าเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ของญี่ปุ่นจะมีน้ำมันหล่อลื่นให้เดินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด ก็มีวี่แววว่าจะสดใสจากแรงส่งดังนี้
แรงส่งแรก บริษัทขนาดใหญ่ อาทิ โตโยต้าและพานาโซนิค เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานของตนเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี อันเป็นตัวอย่างสำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็กให้ขึ้นเงินเดือนตาม
แรงส่งที่สอง สังคมของชาวญี่ปุ่นซึ่งประชาชนมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นจนออกจะเป็นสังคมสำหรับผู้สูงอายุนั้น จะทำให้อุปทานของแรงงานลดลง จากการสำรวจของ JP Morgan พบว่ามีตำแหน่งงาน 2 ที่ต่อแรงงาน 1 คนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานสูงขึ้น
แรงส่งที่สาม อัตราการเติบโตสูงสุดของจีดีพีที่จะไม่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หรืออัตราการเติบโตแบบเต็มศักยภาพจะลดลงเรื่อยๆ จากสังคมญี่ปุ่นที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ นั่นหมายถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะโตเล็กน้อยก็สามารถทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
แรงส่งสุดท้าย ที่ดินและค่าเช่าของพื้นที่ในอสังหาริมทรัพย์ของโตเกียวมีระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจของ Mitsui Fudosan ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเนื่องจากค่าเช่าคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในสี่ของการคำนวณเงินเฟ้อของญี่ปุ่น
สอง ลูกศรที่สามของ Abenomics หรือการปรับเชิงโครงสร้างภาคเศรษฐกิจจริงที่กำลังได้รับความสนใจ อาทิ การปรับพอร์ตของกองทุนบำนาญของญี่ปุ่นขนาด 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกว่าร้อยละ 60 ให้แบ่งมาลงทุนในหุ้น สินทรัพย์เชิงโครงสร้างและสินทรัพย์อื่นๆ บ้าง หรือจะเป็นการลดอัตราภาษีของบริษัทเอกชน โดยในขณะนี้อัตราภาษีดังกล่าวของญี่ปุ่นอยู่ที่ร้อยละ 35.6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ร้อยละ 25 และที่สำคัญ การยกเครื่องนโยบายด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดมาตรฐานใหม่ของแหล่งไฟฟ้าที่ใช้นิวเคลียร์ และการผ่อนกฎเกณฑ์ด้านพลังงานเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกบริษัทที่จะจ่ายไฟฟ้าให้ตนเอง
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ณ เวลาต่อจากนี้ จะมาอยู่ในจุดที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงส่วนหนึ่งจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น จะไม่สามารถทำให้บรรเทาเบาบางลงจากมาตรการของรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่นได้มากนัก เนื่องจาก หนึ่ง อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีของรัฐบาลญี่ปุ่น เท่ากับ ร้อยละ 243 สูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ดังรูปที่ 1 จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีหรือการใช้จ่ายของภาครัฐให้เพิ่มขึ้น และสอง มาตรการผ่อนคลายของนโยบายการเงินถึงจุดที่ค่อนข้างอิ่มตัว จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่างบดุลของธนาคารกลางญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีสูงกว่าของประเทศอื่นๆ เป็นอันมาก จากงานศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐสาขาชิคาโก เมื่อปีที่แล้ว พบว่ายิ่งงบดุลของธนาคารกลางเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพียิ่งโตเท่าใด ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะลดลงมากเท่านั้น ดังนั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่คาดกันว่าจะย่อตัวลงในไตรมาสที่ 3 อาจจะมีตัวช่วยที่น้อยลงจากธนาคารกลางญี่ปุ่น
ท้ายสุด ในมุมของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ที่ผ่านมาบริษัทขนาดเล็ก หรือ Small Caps ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าบริษัทขนาดใหญ่ แน่นอนว่าการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือนที่แล้วมีแนวโน้มจะกระทบบริษัทขนาดเล็กมากกว่า กระนั้นก็ดี ผมยังคิดว่าแนวโน้มดังกล่าวในตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงอยู่ต่อไป แม้ว่าจะมีการเก็งกำไรในกลุ่ม Small Caps มากขึ้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้น สอง หุ้น Domestic Play หรือที่พึ่งพารายได้จากภายในประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ นั่นหมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ลดลงส่งผลกระทบต่อรายได้จากต่างประเทศหรือความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นไม่ค่อยสูงเหมือนเมื่อก่อน ท้ายสุด รายอุตสาหกรรมที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีนี้ ได้แก่ Health Care และต่ำสุด ได้แก่ Financials ดังรูป ทั้ง 2 กลุ่ม ณ วันนี้ก็ยังน่าสนใจจากเงินปันผลที่สูงในกลุ่มแรกและราคาหุ้นที่ยังถูกในกลุ่มหลัง
หากจะให้ประเมินเศรษฐกิจและตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะเวลา 3-6 เดือนต่อไป โดยสรุป กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่ไม่เลวแม้จะต้องระวังผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นมีแนวโน้มที่น่าจะดีกว่าไตรมาสแรก แม้จะต้องเริ่มทำการบ้านมากขึ้นในการเลือกหุ้นแทนที่จะลงทุนเฉพาะในดัชนีหลัก เพื่อให้ได้กำไรที่เหมาะสมกับความเสี่ยงนับจากนี้ครับ
--------------------
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









