ก่อนที่ดิฉันจะเล่าว่า เด็กของใครหาย ดิฉันขออนุญาตนำเอาเรื่องราวดีๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้มาเล่าสู่กันฟังก่อนนะคะ
ด้วยความที่เป็นลูกคุณครู ดิฉันต้องยอมรับว่ามีเลือดครูอยู่ในตัวอย่างล้นหลาม ตั้งแต่เด็กจนโตดิฉันสอนคนอื่นมาตลอด และไม่นานมานี้ดิฉันก็ได้โจทย์ในการสอนที่เรียกได้ว่ายากที่สุดตั้งแต่สอนใครมาในชีวิตก็ว่าได้ เพราะคราวนี้ดิฉันต้องไปถวายการสอนให้สามเณร 12 รูปที่ไร่เชิญตะวันของท่าน ว. วชิรเมธี ในรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ด้วยน้องสามเณรนั้นยังเยาว์วัยมากอายุประมาณเพียง 8-11 ปี ดิฉันถึงกับเครียดมาก คิดหากิจกรรมให้น้องเณรทำแทนการนั่งฟังบรรยายเพื่อป้องกันการจำวัดกลางรายการ ดิฉันเครียดขนาดต้องไปขอคำแนะนำจากคุณพ่อที่เคยสอนจิตวิทยาเด็ก เครียดขนาดจับดอกเตอร์ทั้งหลายในแล็ปมาเป็นหนูตะเภาลองเล่นกิจกรรมที่เตรียมให้น้องเณรทำ ดิฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าดิฉันจะต้องสอนน้องเณรให้ได้เคล็ดลับการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและเป็นคนดี ดิฉันเดินทางไปเชียงรายด้วยใจมุ่งมั่นว่า ดิฉันจะ “สอน” อย่างดีที่สุด
หนึ่งในบทเรียนที่ดิฉันสอนน้องเณรคือเรื่องความสำคัญของเวลาและการจัดสรรเวลา ดิฉันตอกย้ำว่าทุกคนมีเพียง 24 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ดิฉันจึงขอให้น้องเณรแต่ละรูปบอกว่าอยากใช้เวลากับกิจกรรมที่สำคัญอะไรในชีวิตประจำวัน โดยที่ดิฉันยกตัวอย่างว่ากิจกรรมสำคัญของดิฉันคือการใช้เวลาในการทำงาน และก็มีน้องเณรที่ดิฉันประทับใจมากตอบว่าจะใช้เวลากับครอบครัวเพราะคุณย่าได้เสียไปแล้ว เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลาตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ และน้องเณรยังได้เอ่ยต่อไปว่า “ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างพรุ่งนี้หรือชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อนกัน” ดิฉันถึงกับประหลาดใจเพราะสิ่งที่ดิฉันเตรียมไปจะสอนนั้นถูกสรุปไว้อย่างดีเยี่ยมโดยน้องเณรวัยประถม ปัญญาของน้องเณรได้ตอกหน้าผู้ใหญ่บ้างานอย่างดิฉันแบบไม่เป็นท่าเลยทีเดียว
กิจกรรมสุดท้ายก่อนที่ดิฉันจะกลับ คือการปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปกระต่ายภายใน 3 นาทีซึ่งน้องเณรหลายรูปก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเวลาสั้นมากและน้องเณรบางรูปอยากปั้นเป็นสัตว์อื่นแทน แต่สุดท้ายก็ยอมรับในกติกาและในที่สุดทุกรูปก็ปั้นกระต่ายออกมาได้สำเร็จ สวยบ้าง น่ารักบ้าง แปลกบ้าง แต่ก็สำเร็จด้วยดี เมื่อดิฉันถามว่าน้องเณรได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมนี้ น้องเณรบางรูปบอกว่าทีแรกไม่อยากปั้นรูปกระต่ายเพราะอยากปั้นควายหรือปั้นไดโนเสาร์มากกว่า (แป่วเลยเรา อุตส่าห์ให้ปั้นเพื่อพร้องกับชื่อเล่นเรา) แต่พอน้องเณรรู้ว่ากติกาคือการปั้นกระต่ายก็ยอมรับกติกาและตั้งใจทำให้สำเร็จแบบกัดไม่ปล่อย สามเณรรูปหนึ่งจึงเอ่ยกลอนและทุกรูปก็ร่วมท่องกลอนธรรมะประสานเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งความหมายประมาณว่าเราเกิดมาไม่สามารถได้ทุกอย่างที่อยากได้อยากทำอยากมี
ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมสั้นๆ จะทำให้เณรน้อยสามารถเรียนรู้ข้อคิดต่างๆ ด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ด้วยตนเองจนคุณครูที่โชกโชนการสอนมาอย่างดิฉันถึงกับอึ้งและเปี่ยมได้ด้วยปีติ ก่อนที่ดิฉันจะอำลากลับ น้องเณรรูปหนึ่งขอท่านพระอาจารย์พี่เลี้ยงนำเอากระต่ายที่ปั้นมาเป็นของที่ระลึกให้กับดิฉันอีกด้วย มันช่างเป็นความรู้สึกที่ประทับใจเสียยิ่งกระไรเมื่อเห็นความดีมีน้ำใจของเยาว์ชนเช่นนี้
ตลอดสองชั่วโมงที่ดิฉันได้ไปนั่งสอนและทำกิจกรรมกับน้องเณรนั้น ไม่มีช่วงใดเลยที่น้องเณรไม่ตอบคำถามที่ดิฉันถาม และไม่มีช่วงใดเลยที่ดิฉันจะไม่ได้ถูกท้าทายทางความคิดด้วยคำถามและคำตอบของน้องเณร ดิฉันกลับมาถามตัวเองว่าทำไมเวลาเราไปบรรยายหรือสอนนักเรียน นิสิตนักศึกษาและแม้กระทั่งผู้ใหญ่วัยทำงาน เราไม่ได้รับคำถามเยอะแยะมากมายเช่นนี้ และทำไมเวลาดิฉันถามไม่มีใครตั้งใจตอบอย่างน้องเณร และทำไมคำตอบที่ดิฉันได้จากน้องเณรถึงเป็นคำตอบที่แหลมคม กินใจ
คำถามต่างๆ ที่แล่นมาในสมองตอนนั้นทำให้ดิฉันต้องถามตัวเองว่า “ความเป็นเด็กของเราหายไปไหน?” ความเป็นเด็กที่ดิฉันพูดถึงคือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความกล้าที่จะยอมรับในความไม่รู้ ทำตัวเองเป็นแก้วที่พร้อมจะรับน้ำอยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุดคือคุณธรรมในใจที่บริสุทธิ์ ซึ่งเต็มไปด้วยความรักความเมตตา ความมีน้ำใจที่แม้จะเจอครูพี่ต่ายเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ยังคิดที่จะให้กระต่ายดินน้ำมันกลับบ้านมาเป็นของที่ระลึก ธรรมชาติของเด็กเหล่านี้มันหายไปไหนในสังคมปัจจุบัน หรือระบบการศึกษาของเราทำให้ธรรมชาติดีๆ เหล่านี้หายไป หรือสังคมสิ่งแวดล้อมทำลายธรรมชาติที่บริสุทธิ์เหล่านี้กันแน่ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้สิ่งเหล่านี้หายไป เราคงต้องร่วมกันตามกลับมาและหาทางรักษา “ความเป็นเด็ก” ไว้ให้ได้
ระหว่างที่ดิฉันรอขึ้นเครื่องกลับจากเชียงราย ดิฉันได้มีเวลานั่งอยู่กับตัวเองแล้วตระหนักได้ว่าวันนี้ที่ดิฉันมุ่งมั่นตั้งใจจะถวายการ “สอน” แด่น้องสามเณรนั้นดิฉันไม่ได้สอนอะไรเลย กลับกลายเป็นว่าดิฉันได้ไป “เรียน” จากน้องสามเณรแทน น้องสามเณรทั้งหลายสอนดิฉันว่าสิ่งที่สังคมไทยและสังคมโลกเผชิญอยู่คือการเต็มเปี่ยมด้วยวิชาความรู้ แต่ขาดซึ่งปัญญา การเต็มเปี่ยมด้วยกฎเกณฑ์แต่ขาดซึ่งคุณธรรม แล้วปัญญาและคุณธรรมมันหายไปไหน ดังนั้น คงถึงเวลาที่พวกเราทุกคนคงต้องลองเอาความเป็นเด็กในตัวออกมาเพื่อเปลี่ยนความรู้เป็นปัญญา เปลี่ยนการถูกบังคับด้วยกฎเกณฑ์เป็นการบังคับตัวเองด้วยคุณธรรม
วันนี้ดิฉันอยากรบกวนทุกท่านหาเด็กที่หายไปจากชีวิตท่านออกมาอีกครั้ง มาหาเด็กที่หายไปกันเถอะค่ะ -- Bring out the child in you --









