พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง หรือ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อ้างว่าต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
เดินหน้าเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็น่าแปลกที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าจัดเลือกตั้งยังไม่ได้ ก็ไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร นอกจากชี้นิ้วด่า กกต.
กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งก็จริง แต่ไม่ได้มีหน้าที่สลายม็อบ หรือไปรบกับคนที่มาขัดขวางการเลือกตั้ง
ผมเห็นด้วยกับคุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไปขึ้นเวทีบรรยายพิเศษเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลต้องเป็นคนแก้ปัญหา กรณีมีคนไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง หรือขัดขวางการเลือกตั้ง
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเคยแสดงความเห็นไว้ใน กรุงเทพธุรกิจ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรรับพิจารณาประเด็นการเลือกตั้ง2ก.พ. 2557เป็นโมฆะ แต่ควรชี้ว่าเป็นอำนาจของรัฐบาลที่ต้องไปจัดการ สร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการเลือกตั้งมากกว่า
วิธีการแก้ปัญหาคนขวางการเลือกตั้งมีหลายอย่าง เช่น เจรจา แต่รัฐบาลก็ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเจรจาอย่างจริงจังเลย
นอกจากนั้น ก็ยังมีการสลายการชุมนุม จับกุมคนขวางการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลก็ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ในการที่จะทำดังว่า นอกจากขนอาวุธออกมาข่มขู่ทำร้ายประชาชนที่สะพานผ่านฟ้าเมื่อ18ก.พ. ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ตัวเองเคยด่าทอเอาไว้
“การเลือกตั้ง”จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความยินยอมพร้อมใจ หรือเห็นพ้องร่วมกันของคนในสังคม เช่นเดียวกับการปฏิรูป ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะเดินหน้าเลือกตั้ง โดยที่มีคนไม่เห็นด้วย ย่อมมีโอกาสสูงที่จะไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับการที่กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณกำลังผลักดันการปฏิรูปในแบบที่กลุ่มพวกของตัวเองต้องการหรือเห็นดีเห็นงามด้วย ในขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย เช่น คนเสื้อแดง ไม่ได้เห็นเป็นแบบนั้น
การเจรจาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดเพื่อหาข้อยุติ ทั้งเรื่อง“การเลือกตั้ง”และ“การปฏิรูป”ซึ่งล้วนมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นต่าง
ฝ่ายกำนันสุเทพ ในฐานะที่ไม่มีอำนาจรัฐในมือ อาจไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนักกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่รัฐบาลผู้มีอำนาจรัฐและเป็นความหวังของประชาชน ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ ไม่ใช่แค่ให้สัมภาษณ์ หรือโพสต์เฟซบุ๊คต่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งว่าทำผิดกฎหมาย อีกฝ่ายไม่เคารพรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายรวมหัวกันล้มรัฐบาล (ไม่รู้จะโวยวายทำไม เพราะพวกตัวเองก็เคยพยายามล้มเขาตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล)
ที่น่าแปลก และคุณวสันต์ก็พูดเอาไว้ คือ บางช่วงเวลาพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการรัฐธรรมนูญปี 2550ต้องการแก้ไข ยกเลิก ยกร่างใหม่ ถึงขนาดทำทุกวิถีทาง ไม่สนใจว่าจะขัดต่อกฎหมายหรือละเมิดหลักการใดๆ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ แต่พอมาวันหนึ่งกลับรักรัฐธรรมนูญนี้ยิ่งกว่าชีวิต ซึ่งก็คือวันที่ตัวเองได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลรักษาการอยู่ในอำนาจต่อไป
ฉะนั้น อย่ามาอ้างหลักการอะไรกันอีกเลย เพราะว่าตอนพรรคเพื่อไทยผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็เก็บหลักการทั้งหมดที่มีในโลกประชาธิปไตยไว้ในลิ้นชัก
การเป็นรัฐบาล ต้องเสียสละ กล้าหาญ และ ยอมเจ็บ เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ไม่ใช่ยอมให้ทุกคนเจ็บ เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ ผมไม่ได้สนับสนุน นายกฯ มาตรา7หรือนายกฯ คนนอกคนกลางแต่รัฐบาลต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้การเมืองเดินหน้า จะเจรจา จะสลายการชุมนุม จะลาออก หรือจะทำอะไร ก็ต้องทำสักอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการยืนยันว่า คุณเป็นรัฐบาลตัวจริง
เช่นเดียวกัน...การเป็นผู้นำมวลชน ก็ต้องเสียสละ กล้าหาญ และ ยอมเจ็บ เพื่อให้ประเทศเดินหน้า บางทีการรักษาชีวิตผู้คนเอาไว้ อาจจะดีกว่าดันทุรังเดินหน้าไปบนหนทางที่ยังมองไม่เห็นปลายทาง








