ความวิบัติเสียหายอันเกิดจากการจำนำข้าวที่ดำเนินไป 3 ปีได้สร้างภัยต่อความมั่นคงของประเทศในรูปแบบใหม่ (non-traditional security)
ได้แก่ ภัยต่อความมั่นคงเข้มแข็งของสังคม ภัยต่อความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของอาหาร ภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองของชาวนา ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่พืชข้าวเคยเป็นอุปการะแก่ประเทศ ตลอดจนเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการจำนำข้าวทำให้ชาวนาไม่สนใจคุณภาพการผลิต มีแต่จะเร่งผลิตเร่งขาย และบ้างเลิกทำเกษตรอินทรีย์
ภัยดังกล่าวเกินเลยขอบเขตภัยความมั่นคงของประเทศในแบบดั้งเดิม (traditional security) ที่สังคมไทยเราเคยมองเห็นและมีกลไกกฎหมายรองรับไว้ เช่น ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นต้น
ความเสียหายอันเกิดจาก การรับจำนำข้าว ครั้งนี้ สังคมไทยจึงต้องพิจารณาความผิด มากกว่าเพียงเป็นคดีทุจริตทั่วๆ ไป ที่ทำโดย ผ่านทางกลไกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ที่ทำได้เพียงแค่พิจารณามูลความผิดในการทุจริต) กลไก ศาลปกครอง (ที่ทำได้เพียงแค่รับฟ้องจากชาวนาผู้ยื่นฟ้องรัฐบาลกรณีความเสียหายอันเกิดกับผู้ยื่นฟ้องโดยตรง เช่น ไม่ได้รับใบประทวน ไม่ได้รับเงินค่าข้าวเปลือกตามใบประทวน ล่าช้า เป็นเวลา 4-7 เดือน) กลไก ศาลแพ่ง และ กลไก ศาลอาญา ตามขั้นตอน
ส่วนกลไก ศาลรัฐธรรมนูญ นั้น ได้เคยมีมติเอกฉันท์ ตั้งแต่เมื่อปลายกันยายน 2555 ไม่รับคำร้อง ที่อาจารย์อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (NIDA) และกลุ่มนักวิชาการสถาบันอื่นอีก 146 คน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยเห็นว่า โครงการมีลักษณะที่รัฐเข้าไปประกอบกิจการอันเป็นการแข่งขันกับเอกชน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 84(1)
อย่างไรก็ดี แต่หากกลับไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์อดิศร์ ผู้ถูกฝ่ายรัฐบาลเยาะเย้ยในครั้งนั้นว่า “ฟ้องผิดศาล” อีกสักครั้ง ที่ว่า “ถึงแม้เกษตรกรจะเรียกร้องให้ยังคงโครงการในรูปแบบนี้อยู่ แต่โครงการนี้จะส่งผลดีกับเกษตรกรในระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวจะส่งผลกระทบให้ภาคการเกษตรเสียหายจำนวนมาก เราไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จึงขอร้องให้ศาลยุติเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งให้รัฐบาลปรับปรุงโครงการเพื่อให้ส่งผลแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง” ก็จะเห็นชัดว่า คณาจารย์นิด้าได้ตระหนักถึงภัยจากการจำนำข้าวที่เกินเลยล้ำหน้าไปไกลกว่าคดีทุจริต คอร์รัปชัน นั่นคือ ภัยคุกคามความมั่นคงต่อภาคการเกษตร และเกษตรกร ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงความมั่นคงเข้มแข็งของสังคมไทย
คณาจารย์นิด้าจึงหวังจะพึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกลไกอื่นๆ ศาลรัฐธรรมนูญดูจะมีขอบเขตอำนาจ “ตรง” กับความห่วงใยของเหล่าคณาจารย์ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่เป็นผล
มาถึงวันนี้ อีก 2 ปีให้หลัง สิ่งที่คณาจารย์นิด้าหวั่นเกรงก็เป็นจริง น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเพียงแค่มูลค่าจำนวนเงินแสนๆ ล้านๆ เนื่องจากการทุจริตในนโยบายจำนำข้าว ดังที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดอดีตนายกรัฐมนตรีฯนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแล้ว นั่นก็คือ ภัยต่อความมั่นคงความเข้มแข็งของสังคมไทย ภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์ การพึ่งตนเองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะชาวนา เนื่องจากการผลิตข้าวทั้งระบบของเราถูกทำลายลงแทบจะย่อยยับในทุกด้าน ภัยต่อความมั่นคงความปลอดภัยของอาหาร (ข้าวของเรามีปัญหาความปลอดภัยปนเปื้อนมากขึ้น คุณภาพต่ำเพราะเก่าเก็บและรวมสารเคมี) ความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่นถูกกัดกร่อนด้วยการเก็บข้าวในโกดังส่วนกลาง ชาวนาพากันขายข้าวทุกเมล็ด รื้อยุ้งฉาง โรงสีสหกรณ์ชุมชนต้องปิดตัวลง แม้การส่งออกข้าวก็ซวดเซเสียทีจนยากแก่การฟื้นตัว ก่อภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากพืชข้าวที่เคยมีแต่อุปการคุณมาตลอด
เดือนพฤษภาคมขณะนี้ ที่เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ชาวนาจำนวนมากกำลังกลืนเลือด
นอกจากหนี้เก่าที่รัฐบาลไม่สามารถชำระให้ชาวนาสามหมื่นกว่ารายการ “จำนำข้าว” ที่ล้มเหลวทำให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำมากมาตั้งแต่เดือนเมษายน ซ้ำร้ายหากจะทำข้าวนาปี ก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน
ที่ พิจิตร สุโขทัย ข้าวนาปรังขายได้กิโลกรัมละ 3 บาทกว่าๆ ถึงสี่บาทเท่านั้นในเดือนที่ผ่านมา ทำให้ชาวนาจำนวนมากในภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงราย พะเยา กำลังคิดอยู่ว่าอาจเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังของตนเองในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วยแรงงานครอบครัว ได้เท่าไรก็เท่านั้น ที่เก็บเกี่ยวไม่ได้ไม่ทันก็ทิ้งไป จะไม่ลงทุนจ้างรถเก็บเกี่ยวทุกเมล็ด เพราะขนาดยังไม่นับการลงทุนจ้างรถเก็บเกี่ยว พวกเขาก็ขาดทุนอยู่แล้วจากราคาต้นทุนที่ลงไปแล้วในนากิโลกรัมละเกิน 3 บาทโดยยังไม่นับค่าแรงของครอบครัว
ชาวนาผู้เป็นศูนย์กลางของการผลิตข้าวกำลังจนตรอก นับถอยหลังเดินหน้ามีแต่เป็นหนี้ ตกต่ำขั้นหนักที่สุดเท่าที่เคยเกิดในประวัติศาสตร์
ความมั่นคงเข้มแข็งของประเทศหลายด้านถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่ง สังคมไทยกำลังสูญเสียโอกาส สูญเสียศักยภาพที่จะยืนอยู่อย่างเข้มแข็งก้าวหน้าต่อไปในสังคมโลก
ผู้ใดทำลายความมั่นคงของประเทศได้ถึงขนาดนี้ จึงควรต้องโทษฐานเป็น “กบฏ” เพราะเป็นการประทุษร้ายต่อราชอาณาจักรต่อประชาชน อย่างชัดเจน
เสียดายอย่างสุดซึ้งจริงๆ ที่ในความรุ่งเรืองก้าวไกลของสื่อโทรทัศน์ ทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดิจิทัลประมูลกันไปสดๆ ร้อนๆ 24 ช่อง แต่ไม่มีช่องใดเลยที่ ป.ป.ช. จะได้ใช้ชี้แจงแสดงหลักฐานให้ประชาชนได้รับรู้ อย่างเต็มที่และเต็มอิ่ม ซึ่งแม้ต้องแจกแจงมูลความผิดกันเป็นสิบชั่วโมงก็สมควรต้องทำ ในการให้ข้อเท็จจริงความวิบัติเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วจากการ “จำนำข้าว” ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงความเข้มแข็งของสังคมไทยสักเพียงไหน









