วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ล้มครั้งที่ 1

การล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือ ความสามารถในการลุกขึ้นใหม่ หลังจากความล้มเหลวนั้น

หนึ่งปีก่อน ผมรู้จักน้องกลุ่มหนึ่ง 3-4 คน เป็นเด็กอัจฉริยะ เก่งระดับเข้าแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกจนได้เหรียญ กลุ่มนี้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย จบ ม.6 แล้วแยกย้ายกันไปเรียนต่อคนละแห่ง สองคนได้ทุนเรียนต่างประเทศจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ที่เหลือเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย

พวกเขามีฝันร่วมกัน ต่างคนต่างเก่งในเรื่องเดียวกัน พอมาคิดถึงแง่มุมของธุรกิจ เขาก็มองเห็นว่า น่าที่จะสร้างบริษัทที่ทำหน้าที่สอนคณิตศาสตร์ให้เด็กนักเรียนนี่แหละ ตามความถนัดของกลุ่มตัวเอง

แล้วพวกเขาก็ตั้งบริษัทตามฝันจริงๆ

เป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ครับ แต่ไม่เกินตัว น้องกลุ่มนี้ไม่ใช่ไม่มีเงิน ต่างคนต่างมีแบ็คกราวน์เศรษฐีภูธรทั้งสิ้น การตั้งบริษัทจึงเป็นเรื่องขี้ผง

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้บริษัทมันอยู่รอดและเติบโต

เมื่อเงินมี สมองมี สองอย่างนี้นับว่าเริ่มต้นได้ตามตำรา การันตีความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ชีวิตจริงกับความฝันมันเป็นคนละเรื่องกันครับ

ตอนที่ผมคุ้นเคยกับเด็กกลุ่มนี้ ผมเองก็พลอยฝันไปกับเขาด้วย กลุ่มนี้ได้นำเสนอแนวคิดธุรกิจกับนักลงทุนหลายต่อหลายราย ทุกรายต่างให้ความสนใจทั้งสิ้น เงินก้อนใหญ่ที่จะไหลเข้ามาให้ธุรกิจเติบโต ดูเหมือนจะอยู่อีกไม่ไกล

จากนั้น ผมก็ไม่ได้พบน้องเขาสักห้าหกเดือน เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับข่าวที่น่าตกใจคือ เขาตัดสินใจปิดบริษัทเสียแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบอย่างนี้?

คำตอบนั้นง่ายมากครับ และเป็นไปได้สองทาง

หนึ่งคือ ธุรกิจของเขาเกิดก่อนเวลาที่เหมาะสม มาเร็วไป ลูกค้ายังไม่รับ พูดง่ายๆ อีกทางคือ ไม่มีลูกค้านั่นเอง

อีกทางคือ ธุรกิจมันไม่มีอนาคต ดังนั้น จะทำต่อไปก็คงยาก ที่ว่าไม่มีอนาคตก็อีกนั่นแหละที่แสดงว่า ไม่มีลูกค้า

ความจริงสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมชาติมาก หานักธุรกิจที่ไม่เคยล้มเลยสักครั้งในชีวิต ยากยิ่งกว่างมหาเข็มในทะเล

ท่านทราบไหมครับว่า ความล้มเหลวของผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่ในโลกนั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง?

“ผู้พันแซนเดอร์” ล้มเหลวในการขายสูตรไก่ทอดของเขามากถึง 1,009 ครั้ง กว่าที่จะสามารถลงเอยกลายเป็นร้านไก่ทอดเคเอฟซี

“ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” ล้มเหลวในการขายบทภาพยนตร์และขายตัวเองในฐานะพระเอกของบทภาพยนต์เรื่องดังกล่าวถึง 1,500 ครั้ง ก่อนที่จะกลายเป็นตำนานในมหากาพย์เรื่อง “ร็อกกี้”

“โทมัสอัลวา เอดิสัน” ล้มเหลวมากกว่า 10,000 ครั้ง ก่อนที่จะสามารถสร้างหลอดไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก

“เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน” ตั้งบริษัทมาแล้วมากกว่า 400 บริษัท ก่อนที่จะเริ่มทำบริษัทท่องเที่ยวทางอวกาศบริษัทแรกของโลกชื่อ “เวอร์จิ้น แกแล็กติค”

ผมเชื่อว่า การล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือ ความสามารถในการลุกขึ้นใหม่หลังจากความล้มเหลวนั้น อันนี้ยากครับ

เงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนล้มแล้วลุกไม่ไหวอีกเลย บางคนสามารถ “ทนทาน” ต่อการล้มได้หลายครั้งอย่างไม่ยอมแพ้

เมื่อผมถามสมาชิกคนหนึ่งในบริษัทของน้องๆ ว่า ยังจะทำต่อไหม เขาบอกว่า รอก่อนครับ เราอาจจะกลับมารวมตัวกันอีกสำหรับโปรเจกต์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม

เห็นได้ชัดว่า เขาล้มก็จริง แต่เป็นการล้มบนทัศนคติที่ดี อาจเป็นเพราะเขามีความพร้อมก็ได้ อายุก็ยังน้อย เรียนก็เก่ง ทางเลือกในชีวิตมีมากมายครับ เทียบกับอีกหลายคนแล้ว กลุ่มนี้มีโอกาสชีวิตที่ดีมากจริงๆ มีอยู่คนหนึ่งที่ได้ทุนเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก ต่อให้บริษัทแรกพลาดพลั้งไป เขาก็ยังมีอนาคตอันสดใสรอคอยข้างหน้า

ผมเคยพบหลายคนที่หลังจากการล้มครั้งที่ 1 แล้ว ถึงกับถอดใจ ไม่คิดกลับไปทำธุรกิจอีกเลย

ผมยังไม่เคยพบสถิติว่า คนทั่วไปในโลกเขาต้องล้มเหลวกันเฉลี่ยกี่ครั้ง ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่ถ้าเป็นเรื่องนวัตกรรมนั้น ผมพบสถิติสากลคือ 10:1 นั่นคือ ทำนวัตกรรม 10 ครั้งจะมีสำเร็จเพียงครั้งเดียว หรือกลับกันคือ ล้มก่อน 9 ครั้ง ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ คิดเป็นอัตราความสำเร็จเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นโดยเฉลี่ย

ในทางธุรกิจทั่วไป ผมก็สงสัยว่าไม่น่าจะต่างกันมากนัก คือ ล้มเหลวเสีย 9 ส่วน สำเร็จ 1 ส่วน จาก 10 ครั้งที่ลงมือทำธุรกิจ เพราะการทำนวัตกรรมโดยหลักการก็เป็นการทำธุรกิจนั่นเอง

ดังนั้น การล้มเหลวครั้งที่ 1 ผ่านไป ก็มีแนวโน้มสูงที่จะมีครั้งที่ 2, 3, 4…จนกว่าจะสำเร็จสักครั้ง พอสำเร็จแล้วก็เริ่มโปรเจกต์ใหม่ ขยายธุรกิจใหม่ ทำนวัตกรรมอีกตัวออกไป ซึ่งก็อาจจะสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกก็ได้ หรือวนเข้าสู่วัฏจักรเดิมคือ “ล้มก่อนจะสำเร็จ”

จากประสบการณ์ ผมเห็นว่า คนที่เคยทำนวัตกรรมแล้วสำเร็จมาก่อนสักครั้ง เวลาทำนวัตกรรมครั้งต่อมา จะสามารถทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นจริงกับธุรกิจโดยทั่วไปด้วย ยิ่งทำมากก็ยิ่งเก่งมากขึ้น เพิ่มโอกาสความสำเร็จ

ประเด็นสำคัญคือ แท็คติกในการลุกขึ้นมาใหม่หลังจากความล้มเหลวครั้งที่ 1 นั้น มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะถ้าลุกแบบเดิมก็อาจจะล้มแบบเดิม ครั้นจะลุกแบบใหม่ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าครั้งนี้จะไหวไหม ดังนั้น ที่โบราณเขาบอกว่า ล้มแล้วลุกอย่างมีชั้นเชิง ผมก็ว่ามีเหตุมีผลไม่น้อยเลย

ตอนล้มครั้งแรกนั้น ไม่น่าจะเป็นการล้มเพราะตั้งใจให้ล้ม เวลาล้มโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมันจึงเจ็บเอาการ แต่ถ้าเตรียมตัว “เผื่อ” เอาไว้ หากถึงคราวต้องล้มจริงๆ เอามือยันพื้นไว้สักข้างก็ยังดี เจ็บน้อยหน่อย หรือสามารถลุกขึ้นยืนใหม่ได้เร็วหน่อย ไม่ถึงกับเจ็บจนจุก

สำหรับการทำนวัตกรรม ในทางวิชาการ เราถือว่า มีความเสี่ยงที่สูงมาก ดังนั้น รัฐจึงต้องเข้ามาแบกรับความเสี่ยงที่ว่านี้ เพราะนักทฤษฎีเขามองแล้วว่า หากนวัตกรรมสำเร็จ จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมไปได้กว้าง

เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับบริษัท และเพิ่มโอกาสความสำเร็จ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขาถึงใช้กลไกรัฐเป็นตัวแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนทำนวัตกรรมส่วนหนึ่ง ผ่านการให้ทุนทำโครงการเล็กบ้างใหญ่บ้างว่ากันไป

อันที่จริงในบ้านเรา เวลาพิจารณาให้ทุน เราไม่ได้เอาเกณฑ์ประสบการณ์ล้มเหลวมาคิดคำนวณในการพิจารณา แต่ถ้าหากเราหันมามองว่า ถ้าโครงการนี้ทำโดยบริษัทที่เคยมีประวัติล้มเหลวมาบ้าง ก็น่าจะเป็นระเบียนประวัติทางธุรกิจที่น่าสนใจ ในแง่ของการเห็นและคาดหวังพัฒนาการสำหรับบริษัทที่เคยล้มมาก่อนได้

ส่วนใครที่มาขอทุน แล้วไม่เคยมีประวัติพลาดพลั้งเลย น่าสงสัยไว้ก่อนว่า บางทีทุนที่เขารับไปคราวนี้ อาจเป็นการล้มเหลวครั้งที่ 1 สำหรับเขาก็ได้ครับ