ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ หลังจากสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา กำลังส่งผลกระทบ
ทั้งต่อรัฐบาลที่ต้องแบกสต็อกข้าวในโครงการเดิม และชาวนาที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งในส่วนของรัฐบาลนั้น อยู่ระหว่างการรีบเร่งระบายสต็อกเพื่อหาเงินมาใช้หนี้โครงการรับจำนำเดิม ที่ยังติดค้างชาวนาหลายหมื่นล้านบาท ดังนั้นหากยิ่งระบายสต็อก ราคาก็ยิ่งร่วงหนัก และผลที่ตามมาก็คือการขาดทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังเกิดขึ้นกับสถานะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
สำหรับเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปรังนั้น แน่นอนว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ โดยขณะนี้สามารถขายได้ในราคาประมาณตันละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น เราไม่รู้ว่ามีเกษตรกรจำนวนเท่าไรที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำในครั้งนี้ แต่หากเปรียบเทียบกับราคารับจำนำก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่ารายได้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนว่าจะรับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงมีแนวคิดล่าสุดว่าจะเปิด "ตลาดนัดข้าวเปลือก" เพื่อเป็นสถานที่กลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาราคาข้าวได้
การเปิดตลาดนัดข้าวเปลือกเพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ หากมองในแง่เจตนา ก็ถือว่ามีความพยายามแก้ปัญหาราคาตกต่ำ แต่หากมองในแง่วิธีการก็สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง แม้จะอ้างว่าราคาตกต่ำเพราะยังไม่มีรัฐบาลมาดำเนินโครงการต่อ เพราะการเปิดตลาดนัดข้าวก็เท่ากับว่ารัฐบาลหันกลับไปใช้กลไกตลาดแทนการแทรกแซงจากรัฐบาล และชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐก็ยังเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาราคาตกต่ำในขณะนี้ เพราะว่าราคาเป็นไปตามกลไกตลาด
อันที่จริง ตลาดนัดหรือตลาดกลางการซื้อขายข้าว เคยเป็นกลไกที่มีความเฟื่องฟูอย่างมากในอดีต เพราะว่าราคาถูกกำหนดโดยตลาด กล่าวคือ หากมีพ่อค้าต้องการข้าวเพื่อส่งออกหรือจำหน่ายในประเทศจำนวนมาก ก็จะแข่งราคาเพื่อซื้อข้าวจากเกษตรกร แต่หากปริมาณออกมาล้นตลาด ราคาข้าวก็จะตกต่ำลง นั่นหมายความว่าตลาดกลางจะเป็นตัวกำหนดราคาที่เหมาะสม ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย หากกลไกตลาดสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่เพียงดูแลให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างดีที่สุดเท่านั้น
หลังจากการเมือง เรื่อง "คะแนนเสียง" เข้ามามีบทบาททางการเมือง ปรากฏว่านักการเมืองต่างก็พยายามเอาใจชาวนา ซึ่งถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ดังนั้น จึงมักจะมีนโยบายช่วยเหลือในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องการประกันราคา การรับจำนำพืชผลเกษตร การช่วยเหลือปัจจัยการผลิต เป็นต้น และนโยบายที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงการค้าข้าว คือ รัฐบาลพยายามเป็นพ่อค้าเพียงรายเดียวภายในประเทศ ซึ่งจะสามารถทำเช่นนั้นได้ รัฐบาลต้องตั้งราคาข้าวให้สูงกว่าเอกชน ดังที่โครงการรับจำนำดำเนินการมาแล้ว
ดังนั้น กรณีที่กระทรวงพาณิชย์พยายามจะผลักดันตลาดกลางรับซื้อข้าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เราขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพียงแต่การจัดการของกระทรวงพาณิชย์ต้องเปิดโอกาสให้ตลาดได้ทำงานอย่างเต็มที่ และหากว่าตลาดกลางสามารถดึงราคาข้าวขึ้นมาได้บ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่ารูปแบบตลาดค้าข้าวนั้นเหมาะสมที่สุด ซึ่งจากนี้ไป ก็ต้องยืนยันกับนักการเมืองว่าการสนับสนุนระบบตลาดและการพัฒนาระบบผลิตและค้าข้าวในแนวทางนี้เหมาะสมที่สุด ยกเว้นว่าจะมีความพยายามหาช่องทำมาหากินเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีตโดยอ้างชาวนาบังหน้าเท่านั้น








