หลายฝ่ายทำนายว่าจะเกิด การนองเลือด หรือไม่ก็ สงครามกลางเมือง หากว่ากระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ
วินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องลงจากตำแหน่ง เพราะพิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องการย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี และคอร์รัปชันในโครงการจำนำข้าวเป็นการละเมิดกฎหมาย
ทำไมต้องนองเลือด ในเมื่อนี่เป็นกระบวนการภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ?
นี่แปลว่า หากคำตัดสินไปทางหนึ่งก็ไม่เกิดสงครามกลางเมือง แต่หากออกมาอีกทางหนึ่งจะเกิดการนองเลือดกระนั้นหรือ?
หากอ่านคำแถลงการณ์ 7 ข้อ ของ ศอ.รส. สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีข้อความทั้งข่มขู่ และคุกคามกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ก็สามารถจะสรุปได้ว่า หากไม่ต้องการให้มีปัญหากับคนกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล ก็จะต้องตัดสินทางเดียวคือคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ผมไม่เชื่อว่า คนไทยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนต้องการจะประหัตประหารกัน เพราะรู้ว่าหากเกิดเรื่องเช่นนั้น สังคมไทยก็จะพิการไปอีกนาน ลูกหลานของทุกฝ่ายก็จะต้องเผชิญกับอนาคตที่มืดมน ไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งสิ้น
การเกิดการนองเลือดจะมาจากกลุ่มแกนนำของทั้งสองฝ่าย ที่เป็นคู่กรณียั่วยุให้เกิด หรือสั่งสมอาวุธให้กลุ่มฮาร์ดคอร์ของตนสร้างเรื่องเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ “มวลชน” ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจที่จะฆ่าฟันกัน เพราะคิดว่านั่นคือหนทางเดียวที่ฝ่ายตนจะชนะ
เพราะหากว่าเกิดความรุนแรง หากมีการเสียเลือดเนื้อ ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายไม่ใช่ระดับหัวหน้าใหญ่ ไม่ใช่ผู้บงการ หากแต่เป็นประชาชนที่ไม่รู้ทันกลเกมการเมืองสกปรก ที่ใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเท่านั้น
แกนนำของทั้ง นปช. และ กปปส. ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะไม่ให้มวลชนของตนมาปะทะกัน และมวลชนเองก็ต้องรู้ทันว่าต้องไม่ให้แกนนำที่อิงกับผลประโยชน์ทางการเมือง ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อตนจะได้อำนาจเท่านั้น
เพราะว่ามวลชนที่บริสุทธิ์ ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อการปฏิรูปและประชาธิปไตยจริงๆ นั้น จะต้องไม่ยอมเป็นกองศพที่เหล่าบรรดานักการเมือง และลูกมือนักการเมืองใช้เหยียบขึ้นไปสู่อำนาจ
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่ง กปปส. ประกาศหลายครั้งว่า หากฝ่ายสนับสนุนส่งมวลชนมาปะทะกับฝ่าย “มวลมหาประชาชน” ตนก็จะบอกให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน หลีกเลี่ยงการปะทะ
ขณะเดียวกัน แกนนำของ นปช. คนเสื้อแดงก็บอกบนเวทีเป็นประจำว่าไม่ต้องการให้มีการปะทะจนเกิดการเสียเลือดเนื้อ
ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ก็บอกว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณล่าสุดว่าคนตระกูลชินวัตร พร้อมจะวางมือทางการเมือง “ถ้าคืนความยุติธรรมให้ประเทศ” และยังบอกว่ามีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง จึงให้คนเสื้อแดงหลีกเลี่ยงการปะทะ
ฟังเสียงแถลงการณ์ของหลายฝ่ายแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำให้สถานการณ์ไปถึงจุด “นองเลือด” และหากถึงจุดนั้นก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ทหารออกมา “รักษาความสงบ” ซึ่งก็อาจจะไปนำไปสู่การเมืองที่ไม่สอดคล้องกับกระบวนการประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องต้องการ
“สงครามกลางเมือง” ต้องไม่เกิดเพราะทุกฝ่ายรู้ว่ามันคือหายนะของบ้านเมือง
หนทางออกจากวิกฤติมีอยู่ เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องก้าวลงจากเงื่อนไขสุดขั้วของตนเอง
ทุกฝ่ายอ้างว่าต้องการประชาธิปไตย และทุกคนเห็นตรงกันว่าลงท้ายต้องไปสู่การเลือกตั้ง อีกทั้งไม่มีใครปฏิเสธว่าบ้านเมืองต้องการปฏิรูป
ดังนั้นในหลักใหญ่แล้ว ความเห็นสอดคล้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงต้องการตกลงกันเรื่องจังหวะเวลาและตัวบุคคลเท่านั้น
ในเมื่อทุกฝ่ายต้องแสดงความจริงใจและพร้อมจะเล่นตามกติกา ก็จะต้องมีการตกลงกันว่า การเลือกตั้งกับการปฏิรูปจะเดินหน้าไปอย่างไร หากจะให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย รัฐบาลรักษาการจะต้องเป็นกลุ่มคนที่เป็นที่ยอมรับได้ของคู่กรณีและคนไทยทั่วไป
หากไม่ใช้วิชาศรีธนญชัย และอ้างกฎหมายมาตราที่ฝ่ายตนได้ประโยชน์ หรือตีความตามที่ตนต้องการ ทางออกของบ้านเมืองก็มีอยู่ชัดเจน
นั่นคือ เจรจาหาทางสร้างกระบวนการที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและการปฏิรูป
เงื่อนไขสุดขั้วของแต่ละฝ่ายต้องถูกแทนที่โดย “ทางออกที่เป็นที่ยอมรับกันของทุกฝ่าย”
คนไทยไม่ไร้สติปัญญาถึงขนาดหาทางออกชัดๆ อย่างนี้ไม่ได้..กระมัง









