ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ น่าจะเรียกว่าซบเซา บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ลดลงอย่างมาก กิจกรรมทางเศรษฐกิจประกาศชะลอออกไป
การลงทุนเลือกที่จะยุติโครงการไว้ก่อน ทุกฝ่ายทุกกิจกรรม นักลงทุนในและต่างประเทศ รอความชัดเจนทางการเมืองของประเทศ นี้จึงเป็นเหตุผลมากพอที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง จากเดิมที่ประเมินว่าปีนี้จะขยายตัว 2.7% เนื่องจากชัดเจนแล้วงบประมาณปี 2558 ล้าช้าออกไปจากเดิมอย่างน้อย 1 ไตรมาส และขณะนี้เริ่มสำแดงออกมาแล้วสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ก็ชะลอตัวชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยออกมาว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ที่อยู่ในช่วงชะลอตัว และความเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ใน 2 เดือนนี้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ขยายตัวได้เพียงแค่ร้อยละ 0.3 หรือประมาณ 40,000 ล้านบาทเท่านั้น
ที่น่าสนใจยัง หากดูจากยอดคงค้างของสินเชื่อทั้งระบบที่ 14.7 ล้านล้านบาท จะพบว่าสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐกลับขยายตัวได้สูงกว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากช่วงต้นปีที่มีการขอสินเชื่อน้อยกว่าช่วงเวลาอื่น ขณะที่ภาคเอกชนมีการทยอยคืนเงินสินเชื่อต่อเนื่องจากปลายที่แล้ว ประกอบกับปัจจัยที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้เร่งรัดปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่แต่ละธนาคารต้องทำการปิดงบประมาณนั้นเท่ากับสะท้อนเศรษฐกิจไทยปี 2557 มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ความจำเป็นด้านสินเชื่อจึงลดลง เพราะอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลงในช่วงครึ่งแรกของปีเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ขณะที่การส่งออกค่อยๆ ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ ปรับตัวดีขึ้น
ธปท.ประเมินอย่างมีความหวังว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายได้ตั้งแต่กลางปี 2557 เป็นต้นไป คาดว่าอุปสงค์ในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับภาคการส่งออก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 กลับมาขยายตัวได้ใกล้เคียงกับระดับปกติ สำหรับแรงกดดันเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนก๊าซหุงต้มไปยังราคาอาหารเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันจากด้านอุปสงค์ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ในการประชุมสามครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปีในการประชุมครั้งแรก และมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยที ร้อยละ 2.25 ต่อปีในการประชุมครั้งต่อมา จากนั้นมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 2.00 ต่อปีในการประชุมครั้งล่าสุด โดยเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้กับเศรษฐกิจ ในช่วงที่ เศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวและแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่น่ากังวล
เราเห็นว่าในหากภาวะการเมืองยังยืดเยื้อ ไม่มีความชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง จากภาวะชะลอตัวอาจจะเข้าสู่ดิ่งเหวก็เป็นได้ เพราะสถานการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจวันนี้ ห้ามประมาทเด็ดขาด จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ระดับ 4-5%.ในปีนี้ กลับมาต้องลุ้นไม่ให้ติดลบ ดังนั้นหากทุกฝ่ายไม่อยากเจอสถานการณ์เศรษฐกิจทรุดตัว ก็ต้องเร่งร่วมแรงร่วมใจ หาทางออกทางการเมืองโดยเร็ว เพราะนี้คือตัวแปรความเสียของชาติ ที่ไม่ได้จำกัดแค่ผลกระทบระบอบประชาธิปไตย แต่คือกระทบทั้งชาติ









