ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลังสงกรานต์ ที่มีการประเมินว่ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
เนื่องจากจะมีการเคลื่อนไหวสำคัญที่เกี่ยวกับรัฐบาล โดยเฉพาะการตัดสินคดีความต่างๆ ขององค์กรอิสระ ทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องความอยู่รอดของรัฐบาลรักษาการ โดยมีการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับในอดีตว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้น รัฐบาลไม่เคยสิ้นสภาพเพราะการชุมนุม แต่มาจากการตัดสินขององค์กรอิสระ
แต่ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอประเมินกันรายวัน ซึ่งบางทีอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้ นั่นหมายความว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็เป็นอย่างที่เห็น คือ เกิดความรุนแรงที่อาจเรียกว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลมากกว่าการเผชิญหน้าด้วยมวลชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีความตื่นตัวกับข่าวความรุนแรงหรือความน่ากลัวของความขัดแย้งทางการเมืองนั้น คือ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งดูเหมือนว่า ที่ผ่านมามีความวิตก แต่ขณะนี้เริ่มประเมินสถานการณ์กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
หากว่าย้อนดูการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ที่มียอดขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนมียอดขายสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีความวิตกกังวลทางการเมือง รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกด้วย แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่ายอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมียอดขายสุทธิตั้งแต่ 1 ม.ค. -11 เม.ย. 2557 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท นั่นแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกลุ่มนี้เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งๆ ที่คนในประเทศประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรง
เช่นเดียวกับ ตลาดพันธบัตรของไทย ในช่วงสองเดือนแรก นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ แต่ในช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา กลับมียอดเป็นซื้อสุทธิกว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าการโยกย้ายการลงทุนของนักลงทุนเหล่านี้ ย่อมมีเหตุผลต่างๆ กัน แต่ตัวเลขโดยรวมอาจสะท้อนให้เห็นมุมมองของนักลงทุนเหล่านี้ ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนเหล่านี้ แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงในนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่างหาก ที่มีผลมากกว่า และกระแสเงินไหลเข้าในครั้งนี้ก็เนื่องจากประเมินว่าสหรัฐยังคงนโยบายเหมือนเดิม อย่างน้อยก็ถึงปีหน้า
ดังนั้น หากว่าดูกระแสเงินทุนไหลเข้าในช่วงก่อนสงกรานต์ ทั้งๆ ที่แนวโน้มการเมืองจะรุนแรงขึ้นนั้น อาจชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญของสังคมเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ การเมืองมีส่วนไม่มากนักกับเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นจังหวะเวลาที่ทำให้ขั้นตอนให้บริการภาครัฐบางด้านต้องสะดุดลง เช่น การพิจารณาให้การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่บทบาทสำคัญของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ภาคเอกชนเป็นหลัก การเมืองจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ก็ต่อเมื่อเริ่มลุกลามไปคุกคาม หรือ ปิดกั้นภาคเอกชน จนดำเนินธุรกิจไม่ได้เท่านั้น









