วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับเข่าถาม หลี่เสียนหลง : ไทยจาม อาเซียนติดหวัดหรือเปล่า?

สัปดาห์ก่อน ผมร่วมคณะบรรณาธิการ ของ Asia News Network (ANN) ไปตั้งวงสนทนา

กับนายกรัฐมนตรีหลี่เสียนหลง (李显龙) ของสิงคโปร์ ถามไถ่กันเกือบทุกประเด็น ว่าด้วยเรื่องร้อนๆ ในเอเชีย

ANN ตั้งมา 15 ปีแล้ว สมาชิกขณะนี้เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชั้นนำของเอเชีย 22 ฉบับ ที่แลกเปลี่ยนข่าวและรูป และทำกิจกรรมส่งเสริมวิชาชีพหนังสือพิมพ์กันอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ ตั้งแต่ บรรณาธิการ ผู้บริหาร และ หัวหน้าข่าว ตลอดจนนักข่าวและนักเขียนทั้งหมด

เครือเนชั่น เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ตั้งแต่วันแรก และผลักดันให้มีความร่วมมือในระหว่างสื่อของเอเชีย อย่างสร้างสรรค์และเป็นกันเองมาตลอด

แน่นอนว่า เมื่อตั้งวงถาม-ตอบ กับผู้นำสิงคโปร์ในวันนั้น วิกฤติการเมืองไทยเป็นหัวข้อต้นๆ ที่ผมต้องถามในฐานะผู้นำสิงคโปร์คนนี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้นำไทยหลายคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

อีกทั้งสิงคโปร์ก็ลงทุนในไทยหลายด้าน และ เทมาเส็ก ซึ่งเป็นหน่วยงานลงทุนสำคัญของรัฐบาลสิงคโปร์ ก็มาลงทุนในไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงที่ซื้อหุ้นชินคอร์ป จากครอบครัวชินวัตร ซึ่งยังเป็นประเด็นการเมืองจนถึงวันนี้

หลี่เสียนหลง ยอมรับว่า ความโกลาหลทางการเมืองของไทยมีผลต่ออาเซียนในภาพรวมแน่ “เพราะประเทศไทยเป็นสมาชิกที่สำคัญของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมก่อตั้งอาเซียนด้วย”

ประเทศไทยป่วย อาเซียนก็อ่อนแอไปด้วย ยิ่งปลายปี 2015 จะประกาศเป็น Asean Community (AC) หรือ “ประชาคมอาเซียน” กันแล้ว หากสมาชิกแกนหลักอย่างไทยยังยักแย่ยักยันอยู่อย่างที่เห็น อาเซียนก็คงจะเดินหน้าไม่ได้เต็มที่

นายกฯ สิงคโปร์ บอกว่า “ถ้า ประเทศไทย ยุ่งอยู่กับความยากลำบากในประเทศ ก็ย่อมจะไม่สามารถเทน้ำหนักเต็มๆ ให้กับกิจกรรมและการไตร่ตรองใคร่ครวญของอาเซียนได้”

ถ้าถามคนไทยที่รู้เรื่องนี้ดี ก็จะบอกด้วยซ้ำไปว่าหลายปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยขาดรัฐบาลที่มีทิศทางชัดเจนเรื่องอาเซียน และมีความสับสนอลหม่านทางด้านการเมืองในประเทศ บทบาทความเป็นผู้นำของไทยในอาเซียน ก็ถดถอยลงอย่างชัดเจน

พูดง่ายๆ ก็คือว่า เมื่อประเทศไทยฟาดฟันกันเองภายในประเทศ และความโดดเด่นในฐานะเป็นแกนนำของอาเซียนถูกกลบด้วยปัญหาภายใน และการขาดวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาคของรัฐบาลเอง ทำให้ “บารมี” ของไทยในอาเซียนลดน้อยถอยลงมาตามลำดับ

ทุกวันนี้ ไทยเราเอาตัวรอด ออกจากห้องไอซียูของการเมืองได้ ก็ถือว่าเก่งแล้ว

ผมถาม นายกฯ สิงคโปร์ ว่า เพื่อน ๆ ในอาเซียนมองปัญหาไทยอย่างไร และเคยคุยกันไหมว่าจะหาทางช่วยเพื่อนคนนี้ได้อย่างไร

หลี่เสียนหลง ตอบฉับพลันว่า ปัญหานี้ “ลึก” มาก แก้ไม่ได้ง่ายๆ และคนข้างนอกคงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก “แม้จะมีเจตนาอยากช่วยไม่น้อยก็ตาม”

ผู้นำสิงคโปร์บอกว่า ฝ่ายที่ขัดแย้งในไทยต้องพูดคุยกัน และเขาก็ไม่เข้าใจว่าในเมื่ออยู่สังคมเดียวกัน อยู่เมืองเดียวกัน (หมายถึงอยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน) ไฉนจะคุยกันไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องหาทาง “ทำงานร่วมกัน” เพื่อหาทางออกให้ประเทศ

เขาไม่เชื่อว่าจะมีประเทศอื่นที่ไหน ที่จะมี “อำนาจ ความรู้ หรือ อิทธิพล ไม่ต้องพูดถึงพลังเพียงพอที่จะ “ ทำให้เกิดอะไรที่คู่กรณีไม่ต้องการให้เกิดขึ้นได้”

หลี่เสียนหลง บอกว่า ถ้าไทยไม่มีปัญหาอย่างที่มีอยู่ ไทยก็จะสามารถทำอะไรให้กับอาเซียนได้มากกว่านี้อีกมาก

หมายความว่า เพราะไทยตกอยู่ในสภาพเช่นที่เป็นอยู่ จึงไม่สามารถเล่นบทที่จะสร้างสรรค์ให้กับอาเซียนอย่างที่ควรจะทำได้

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อไทยเราตกอยู่ในฐานะง่อยเปลี้ยเสียขาในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ “โอกาสที่หลุดลอยไป” จึงมีมหาศาล และยังไม่มีใครบอกได้ว่าไทยจะกลับมาเล่นบทของแถวหน้าแห่งอาเซียนได้หรือไม่ และจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร

ประเทศอาเซียนอื่นแซงหน้าเราไปหลายชาติแล้ว เพราะไม่มีใครรอใคร และแม้ว่าจะเป็นเพื่อนกัน แต่หากใครสร้างปัญหาเอง แก้เองไม่ได้ ก็อาจจะถูกมองว่าเป็น “ภาระ” ของคนอื่นเขาด้วยซ้ำไป

ผมถาม นายกฯ สิงคโปร์ ว่าใน “ธรรมนูญ” หรือ Charter ของอาเซียน นี่ไม่มีมาตราไหน พูดถึงการที่จะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิก ที่เจอกับปัญหาภายในประเทศอย่างไทยนี้เลยหรือ?

เขาตอบทันทีว่า “ผมคิดว่าอาเซียนได้ประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่ก้าวก่ายในเรื่องภายในของกันและกัน”

แล้วเราต่างก็หัวเราะ ผมไม่ได้ถามต่อว่าแล้วการที่รัฐบาลไทยเชิญเลขาธิการสหประชาชาติ มาช่วยหาทางออกให้นี่ ไม่เป็นการข้ามหน้าข้ามตาเลขาธิการอาเซียนหรือ เพราะผมกลัวทุกคนในห้องจะหัวเราะไม่ออก