วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ช่วยนักบิน MH370 พยายามโทรฯหาใคร?

ผมแวะไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ ได้พบกับบรรณาธิการ และคนข่าวของมาเลเซียกับสิงคโปร์ ที่เกาะติดข่าว

เรื่องเที่ยวบินปริศนา MH370 อย่างละเอียดตลอดเวลา ต่างก็ยังยอมรับในความน่าพิศวงของการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของเครื่องบินลำนี้พร้อม 239 ชีวิตเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว

คนข่าวมาเลเซียกระซิบผมว่า เรื่องนี้กระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาล นายกฯนาจิบ ราซัค ไม่น้อย และไม่ว่าลงท้ายจะพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจี้เครื่องบินหรือก่อการร้าย ก็หนีไม่พ้นว่ารัฐบาลมาเลเซียเสียคะแนนไปเยอะ เพราะขาดความชัดเจนโปร่งใส และไม่มีประสบการณ์พอที่จะทำเรื่องที่สลับซับซ้อน ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การบิน

ข้อสังเกตที่สำคัญ คือ สื่อของมาเลเซียและสิงคโปร์เรียกการสอบสวนเรื่องนี้ว่าเป็น criminal investigation ซึ่งแปลว่าเป็นเรื่องอาชญากรรม ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือความบังเอิญที่เครื่องบินหายไปพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือขณะที่ยังหา "กล่องดำ" ไม่เจอ

ล่าสุดหนังสือพิมพ์ New Straits Times ของมาเลเซีย รายงานเมื่อวันเสาร์ คุยว่าเป็นข่าวสกู๊ประดับโลก อ้างว่าผู้ช่วยนักบินที่ชื่อ Fariq Abdul Hamid ได้ใช้โทรศัพท์มือถือพยายามติดต่อหอบังคับการบินเหนือเกาะปีนังก่อนที่เครื่องบินจะหายไปจากจอเรดาร์ไม่นาน

ถ้าข่าวนี้เป็นจริงก็จะสร้างความตื่นเต้นขึ้นมารอบใหม่ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีภาพ "วัตถุลอยน้ำ" ที่ดาวเทียมหลายดวงจับภาพได้ทางมหาสมุทรอินเดียตอนใต้หรือสัญญาณเสียงใต้น้ำ แต่ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่ามันเกี่ยวอะไรกับเครื่องบิน Boeing 777-22ER ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สลำนี้หรือไม่

เพิ่งจะมีแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โทนี แอบบอทท์ ที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าเสียงสัญญาณล่าสุดที่ได้รับจากทีมค้นหาใต้มหาสมุทรทางตะวันตกของเมืองเพิร์ท ออสเตรเลียนั้น เป็นเสียงจาก "กล่องดำ" จริงๆ

แต่แม้หากเป็นเช่นนั้นจริง นายกฯแดนจิงโจ้ก็ยังเตือนว่าการค้นหาเครื่องบินที่อยู่บนพื้นผิวท้องทะเลที่ห่างจากเรือค้นหาลงไปถึง 3 ไมล์นั้น เป็นภารกิจหนักหนาเอามากๆ และอาจจะยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเจอ

แกบอกว่าการค้นหาเรือบินลำนี้ใต้น้ำในบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้เป็น "massive massive task" ที่ "likely to continue for a long time to come."

พูดง่ายๆ ก็คือแกเตือนว่าถึงแม้ว่าสัญญาณเสียงที่รับฟังได้จากใต้ทะเลจะมาจาก "กล่องดำ" ของเครื่องบินลำนี้จริง ก็ยังไม่ได้แปลว่าจะหาเครื่องบินหรือพบศพผู้โดยสารได้ง่ายๆ แต่ยังต้องใช้เวลาค้นหากันอีกนานทีเดียว

ถ้าผู้ช่วยนักบินใช้มือถือของตนเองพยายามติดต่อภาคพื้นดิน ก็ไม่ชัดเจนว่าเขาต้องการจะติดต่อใคร และบอกไม่ได้ว่าทำไมสัญญาณของโทรศัพท์มือถือนั้นจึงขาดหายไปกะทันหัน หรืออาจจะเป็นเพราะเครื่องบินลำนั้นกำลังเร่งเครื่องบินห่างจากน่านฟ้ามาเลเซียออกไปในช่วงเวลาที่เกิดความไม่ปกติบนเที่ยวบินนั้นก็ได้

การสอบสวนพบด้วยว่าผู้ช่วยนักบินคนนี้ได้ใช้แอพ WhatsApp Messenger ณ เวลาประมาณ 23.30 น.ของวันที่ 7 มี.ค. ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เขาขึ้นเครื่องบินเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักบินประจำ MH370 เส้นทางจากกัวลาลัมเปอร์สู่ปักกิ่ง ซึ่งปกติจะใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเครื่องบินลำนี้บินต่ำลงมาถึงระดับ 5,000 ฟุต หลังจากที่เปลี่ยนทิศทางการบิน หันมาทางตะวันตกและบินผ่านช่องแคบมาเลเซียบ่ายหน้าสู่เกาะปีนัง แต่หลังจากนั้นก็เชิดหัวเครื่องบินขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง

ในยามที่ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเกิดอะไรกับเที่ยวบินนั้น และไม่ว่าจะมีสัญญาณอะไรหรือเศษขยะอะไรที่ลอยอยู่บริเวณใกล้กับที่ค้นหาก็เป็นข่าว ข้อมูลใหม่ที่ว่าผู้ช่วยนักบินคนนี้ใช้โทรศัพท์มือถือพยายามจะโทรหาคนบนภาคพื้นดินก็ย่อมจะสร้างความฮือฮาได้อีกรอบ

จนกว่าจะมีใครมาบอกว่านี่เป็นข้อมูลที่คณะผู้สอบสวนเห็นว่ามีความน่าสนใจที่จะปะติดปะต่อกับหลักฐานอื่นๆ ได้หรือไม่ เพราะทุกอย่างที่เป็นข่าวมาก่อนนี้ไม่ได้นำไปสู่ความกระจ่างของการค้นหาแต่อย่างไรเลย

นักวิเคราะห์บางคนที่เชื่อในทฤษฎี "สมรู้ร่วมคิด" มีคำถามมากมาย เช่น

1.นายกฯมาเลเซียรู้อะไรมากกว่าที่บอกกล่าวกับชาวโลกหรือไม่?

2.ทำไมสหรัฐจึงเงียบนัก ทั้งๆ ที่เครือข่ายเรดาร์ของอเมริกาในมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้หมู่เกาะดีโกการ์เซียนั้น น่าจะจับสัญญาณของเครื่องบินลำนี้ได้ไม่ยากนัก?

ผมยังไม่หยุดเกาะติด "เที่ยวบินปริศนา" นี้ เพราะโทรศัพท์มือถือเล็กๆ หนึ่งเครื่องหายไป ผมยังต้องตามหาให้เจอ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไรก็ตาม

นี่เครื่องบินลำเบ้อเร่อพร้อม 239 ชีวิตจะ "หาย" ไปเฉยๆ ได้อย่างไร?