วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทย : จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร (2)

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเดินทางกลับของนโยบายการเงินสหรัฐสู่ระดับที่เป็นปรกติมากขึ้น แบ่งได้เป็นสามขั้นตอน

ขั้นตอนแรก คือ การลดวงเงินซื้อพันธบัตรใหม่ที่ได้เริ่มทำแล้ว จาก 85 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือนปีที่แล้ว เหลือ 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนขณะนี้ ขั้นตอนที่สอง คือ ดูดซับสภาพคล่องที่มีอยู่ในตลาดการเงินบางส่วนกลับโดยขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกิน และปูทางสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และขั้นตอนที่สาม คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะมีครั้งแรกและครั้งต่อไป คำถามขณะนี้ก็คือ เงื่อนเวลาในแต่ละขั้นตอนจะนานแค่ไหน และเมื่อไรธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตในตลาดการเงินขณะนี้ ซึ่งคำตอบจะขึ้นอยู่ว่า ขั้นตอนแรกและขั้นตอนที่สองจะใช้เวลานานแค่ไหน ก่อนจะถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ช่วงเวลาที่จะใช้ในแต่ละขั้นตอนชัดเจนว่า จะขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ

นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐระยะต่อไป มีสามประเด็นที่เราต้องตระหนัก

หนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐคงให้ความสำคัญกับตัวเลขการว่างงานและการมีงานทำน้อยลงในระยะข้างหน้า และหันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจในภาพรวมมากขึ้น คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ

สอง ธนาคารกลางสหรัฐมีพื้นที่ที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินได้อย่างคล่องตัวเพราะความห่วงใยเกี่ยวกับผลกระทบของการลดการผ่อนคลาย คือ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินขณะนี้ลดลง จากผลการทดสอบความเพียงพอของเงินกองทุนธนาคารพาณิชย์สหรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและนโยบาย (Stress-Test) ที่ออกมาอย่างพอใจคือ มี 29 ธนาคารพาณิชย์สหรัฐ จาก 30 ธนาคารที่ทดสอบผ่านเกณฑ์ความเพียงพอของเงินกองทุนที่ประเมินว่าจะสามารถรองรับแรงกระทบของสถานการณ์สุดโต่งได้ ทำให้เสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ จะไม่เป็นประเด็นต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สาม ผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเงินทุนไหลออกก็จะไม่เป็นประเด็นในการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ คือ นโยบายการเงินสหรัฐจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ เมื่อเกิดขึ้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ในระบบการเงินโลก ที่จะส่งผลกระทบกว้างขวาง โดยเฉพาะต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ในอดีตในทุกวัฏจักรที่อัตราดอกเบี้ยปรับเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติในประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีมากขึ้นทุกครั้ง เพราะจะเกิดเงินทุนไหลออก ที่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น หมายถึง ภาระการชำระหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ภาครัฐ หนี้บริษัทเอกชน หรือหนี้ครัวเรือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นก็จะกดดันให้เศรษฐกิจชะลอ ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเด็นก็คือ ประเทศตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจโลกพร้อมหรือยัง กับอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกที่จะสูงขึ้น

กลับมาสู่ประเด็นที่สาม ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ นั้นคือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ การเมืองในประเทศกระทบเศรษฐกิจผ่านสามช่องทางคือ หนึ่ง การประท้วงและความรู้สึกไม่ปลอดภัย กระทบธุรกรรมในภาคธุรกิจ ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจลดลง สอง การเมืองกระทบความเชื่อมั่นและสร้างความไม่แน่นอน นำมาสู่การชะลอของการตัดสินใจในภาคธุรกิจ นักลงทุนไม่อยากลงทุน รอดูสถานการณ์ นักลงทุนเอาเงินออกนอกประเทศเพราะกังวลความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น สาม การเมืองทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ปรกติ สร้างความไม่ต่อเนื่องและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบาย ทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่จะใช้ดูแลเศรษฐกิจที่จะทัดทานการชะลอตัว เพราะไม่มีอำนาจเต็มที่ที่จะทำงาน

ประเด็นที่สองที่ผมอยากจะให้ความเห็นคือ ทำไมเศรษฐกิจชะลอมากในไตรมาสแรก ซึ่งคงชัดเจนว่าพลวัตของ สามปัจจัยที่พูดถึง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เข้มแข็ง การเปลี่ยนทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐ และความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ ทั้งสามปัจจัยได้ส่งผลกระทบร่วมกัน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากในไตรมาสแรก การเปลี่ยนทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลออกกระทบค่าเงินบาท กระทบสภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อในประเทศ ขณะที่การเมืองทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคอ่อนแอลง กระทบการตัดสินใจในการใช้จ่ายและลงทุน และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ การปรับตัวของภาคธุรกิจที่ลดขนาดการลงทุน บวกกับธนาคารพาณิชย์ปรับลดแผนสินเชื่อ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ยิ่งแย่ลงจากการเมืองที่ยืดเยื้อ ทั้งหมดยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอมากขึ้น ชะลอในทุกองค์ประกอบของการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออกอย่างที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ จนมีการประเมินว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้ อาจติดลบจากไตรมาสสี่ปีที่แล้ว และเมื่อมองไปข้างหน้า พลวัตของเศรษฐกิจขาลงคงจะทำงานต่อบนความเชื่อมั่นที่จะยิ่งแย่ลงเพราะการเมืองยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนต่อเนื่อง ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะยิ่งรุนแรงขึ้น

แล้วแนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร มีคนกลัวว่าเศรษฐกิจจะ Free fall หรือไม่ คือ ทรุดลงอย่างเร็วและรุนแรง รวมถึงจะเกิดเป็นวิกฤติได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ตามมาขณะนี้

คำตอบก็คือ ถ้าการเมืองยังไม่เลิกจนถึงครึ่งปีหลัง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้นๆ ทำให้การตอบเป็นตัวเลขว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวเท่าไร เป็นเรื่องยาก เพราะปัจจัยที่กระทบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนตลอด ที่จะทำได้ก็แค่ปรับตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจลง เป็นช่วงๆ ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเหมือนขณะนี้ ที่หลายสำนักปรับลดอัตราการเติบโตปีนี้ลงอยู่ระหว่าง 0 ถึงร้อยละ 2 ขณะนี้ และคงปรับลงอีก หากการเมืองยืดเยื้อ และถ้ายืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง โอกาสที่เศรษฐกิจปีนี้จะไม่ขยายตัว หรือติดลบก็มีสูง ซึ่งประเด็นนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางคนได้ออกมาพูดแล้ว ความห่วงใยที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจมีโอกาส Free fall หรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นหรือไม่ (ยังมีต่อ)