ปัจจุบันเป็นยุคที่เราเรียกได้ว่าเป็นยุคสุขนิยมหรือเป็นยุคที่เราพยายามแสวงหาความสุขกันมากขึ้น
แต่เคยสังเกตไหมครับว่ามีความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตที่เป็นสุข กับ การมีความสุขในชีวิต? ชีวิตที่เป็นสุข หรือ ที่ฝรั่งเรียกว่า Life Satisfaction ซึ่งแตกต่างจากเพียงแค่การมีความสุขในชีวิตหรือ Happy Life ครับ เจ้าของรางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman เคยกล่าวไว้ว่าการมีความสุขในชีวิตหรือ Happy Life นั้นเราจะพบหรือประสบกับความสุขในขณะนั้น และเป็นความสุขเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่การมีชีวิตที่เป็นสุขนั้นคือความสุขที่เกิดขึ้นกับเราทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้น คำถามสำคัญคือทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสุขเพียงแค่ช่วงระยะสั้นๆ
สัปดาห์นี้ผมไม่ได้จะพาท่านผู้อ่านมาคุยกันเรื่องของปรัชญาหรือหลักการดำรงชีวิตนะครับ เพียงแต่เริ่มมีงานวิจัยออกมามากขึ้นว่าการที่เราจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง
ปัจจัยประการแรกคือเพื่อนครับ พบว่าการมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทจะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 20 มีตัวเลขมหัศจรรย์ว่าการมีเพื่อนฝูงที่สนิทและให้การสนับสนุนเราประมาณ 10 คนนั้นจะช่วยให้เรามีชีวิตที่เป็นสุขขึ้น ความสุขที่เพิ่มขึ้นจากเพื่อนนั้นไม่ได้มาจากเพียงแค่สิ่งที่เราได้รับจากเพื่อนเท่านั้นนะครับ แต่การให้กับผู้อื่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นครับ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการที่เราเข้าไปช่วยให้คำแนะนำแก่รุ่นน้อง ลูกน้อง ผู้ที่อ่อนเยาว์กว่าในรูปแบบของ Mentoring หรือ Coaching นั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญที่นำไปสู่ความสุขมากกว่ารายได้ หรือ สุขภาพ
ปัจจัยประการที่สองคือการที่เราสามารถเล่าเรื่องราวหรือตำนานชีวิตของตนเองได้ หรือที่เราเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Life Story ท่านผู้อ่านเคยลองเขียนตำนานหรือเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของท่านดูไหมครับ? การเขียนตำนานหรือเรื่องราวของตนเองนั้น ไม่ใช่เพื่อรวบรวมออกมาเป็นหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองนะครับ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตเรานั้น มีคุณค่า ความหมาย และ ควรค่าแก่การจดจำเพียงใด มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่สามารถนั่งเขียนประวัติหรือเรื่องราวของตนเองได้จะมีโอกาสที่ชีวิตจะเป็นสุขเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และ มีโอกาสร้อยละ 17 ที่จะรู้สึกดีเกี่ยวกับอนาคต
แม้กระทั่งเด็กๆ ก็เหมือนกันครับ ยิ่งเด็กรู้จักประวัติศาสตร์ครอบครัวของตนเองเองมากเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้เด็กโตขึ้นมาและเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองและให้ความเชื่อมั่นต่อสถาบันครอบครัวมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับท่านผู้อ่านในการเล่าเรื่องราว ประวัติศาสตร์ หรือ ตำนานของครอบครัวตนเองก็คือบนโต๊ะรับประทานอาหารนะครับ ซึ่งน่าเสียดายว่าในปัจจุบันครอบครัวจำนวนมากไม่ค่อยได้มีโอกาสรับประทานอาหารพร้อมกัน หรือ ต่อให้พร้อมกัน สมาชิกในครอบครัวก็จะหมกมุ่นอยู่กับเครื่องมือสื่อสารของตนเองเป็นหลัก
ปัจจัยประการที่สามคือการมีเป้าหมายในการดำรงชีวิตครับ ซึ่งหลักการนี้ก็คล้ายๆ กับการบริหารองค์กร มีงานวิจัยที่พบว่าบุคคลที่มีเป้าหมายในการดำรงชีวิตในแต่ละช่วงเวลาที่ชัดเจน จะมีโอกาสมากกว่าเดิมประมาณร้อยละ 19 ในการมีชีวิตที่เป็นสุข และยิ่งเป็นบุคคลที่มีความมุ่งมั่น มีความกระตือรือร้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ก็จะยิ่งทำให้บุคคลผู้ดังกล่าวมีชีวิตที่เป็นสุข มีการดำรงชีวิตที่มีความหมาย และมีโอกาสมีปัญหาทางจิตที่น้อยลง
มีอีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตที่เป็นสุขและการตั้งเป้าหมาย นั้นคือมีงานวิจัยที่พบว่าจากเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น การที่เราค่อยประสบความสำเร็จทีละเล็กละน้อยสะสมไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ชีวิตที่เป็นสุขได้มากกว่าพวกที่มุ่งหวังแต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว
ปัจจัยประการสุดท้ายเป็นเรื่องของการเติบโตและพัฒนาของตัวเราเอง ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวท่านเองว่าในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตนเองในด้านใดบ้างไหม? มีงานวิจัยที่พบว่าถ้าเราพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของตนเองในรอบหลายๆ เดือนที่ผ่านมาจะทำให้เรามีชีวิตที่เป็นสุขขึ้น รวมทั้งมีความหวังต่ออนาคตมากขึ้น ยิ่งเป็นผู้สูงอายุการได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลายิ่งทำให้เรามีชีวิตที่เป็นสุขมากขึ้น มีงานวิจัยที่ชี้ว่าสำหรับผู้ที่อายุเกิน 50 ปีไปแล้ว และยังคงมีการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 ในการมีชีวิตที่เป็นสุข
หลักการสี่ข้อข้างต้นเป็นหลักการที่รวบรวมมาจากงานวิจัยต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขในระยะยาวได้นั้น อะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญบ้าง ท่านผู้อ่านที่อยากจะมีชีวิตที่เป็นสุข ที่ไม่ใช่เพียงแค่ความสุขในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งลองนำไปพิจารณาดูนะครับ









