วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาการประชุมเฟดยุค เจเน็ต เยลเลน (2)

การแถลงผลประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐและที่สำคัญการตอบคำถามผู้สื่อข่าว ของนางเจเน็ต เยลเลน เป็นครั้งแรก

ในฐานะประธานธนาคารกลางอย่างเป็นทางการ จะเกิดขึ้นในคืนนี้ อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาตรงที่ไฮไลต์จากที่เคยอยู่ตรง QE Tapering ทว่าในครั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตา จะมาอยู่ตรงสิ่งที่เป็นภาพใหญ่ 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก อย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนแรก ว่าเราจะได้เห็นการปรับปรุงรูปแบบการใช้ Forward Guidance หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยอาศัยกลไกการสื่อสาร เนื่องจากมีความเสี่ยง 2 อย่าง ได้แก่

หนึ่ง หากธนาคารกลางไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในการทำ Forward Guidance ก็อาจจะประเมินว่ามุมมองต่อภาพเศรษฐกิจของธนาคารกลางได้เปลี่ยนแปลง ก็จะเกิดการคาดการณ์และเก็งกำไรไปต่างๆ นานาในตลาดเงิน

สอง การที่ตัว Forward Guidance มุ่งความสำคัญไปที่ดัชนีตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไปจะทำให้ตลาดเกิดความอ่อนไหวได้ง่าย อาทิ ในเดือนมิถุนายน 2013 เมื่อเฟดส่งสัญญาณลด QE ก็จะพบว่าปฏิกิริยาของตลาดได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่ตลาดจับตาไปที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจเพียงตัวเดียว

ประการที่สอง เราน่าจะได้เห็นการแบ่งขั้วของสมาชิกเฟดชุดใหม่ที่มีความชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ณ วันนี้ กลุ่มสมาชิกที่ไม่ชอบอัตราเงินเฟ้อหรือสายเหยี่ยว ได้แก่ ดร. ชารลส์ โพลเซอร์ และ เจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ซึ่งต้องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ แถมยังมีสมาชิกเฟดอีก 3 ท่านที่มักจะมีความกังวลถึงฟองสบู่ของราคาสินทรัพย์ อันได้แก่ ดร. เจโรม สตีน ริชาร์ด ฟิชเชอร์ และ ดาเนียล ทารูโร่ ส่วนอีกฟากหนึ่ง มีสมาชิกเฟด 2 ท่าน ที่เป็นห่วงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ได้แก่ อีริค โรเซนเกรน และ ชารล์ส อีแวน ซึ่งต้องการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงไว้ที่ระดับศูนย์จนถึงปี 2016 อย่างไรก็ดี กลุ่มที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของเฟด ซึ่งนำโดย นายบิล ดัดลีย์ ยังอยากจะเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาสูงกว่าที่อัตราร้อยละศูนย์ในปี 2015 ตรงจุดนี้ การแถลงผลประชุมเฟดในคืนนี้ ต้องคอยดูสัญญาณของนางเจเน็ต เยลเลนอีกรอบ

น่าสังเกตว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เฟดอยู่ในยุคที่ให้ความสำคัญของ "การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ" อย่างไรก็ดี จากการที่สมาชิกเฟดคนใหม่ๆ ที่เข้ามาและการเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวของสมาชิกหลายท่านที่อยู่ในชุดปัจจุบัน ทำให้น่าสนใจว่า ณ ปี 2014 เสียงส่วนใหญ่ของแนวคิดเฟดจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร แต่ที่แน่นอนคือน่าจะออกเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) มากกว่าเดิม

ทั้งนี้ ท่าทีของนางเยลเลนมิได้เหมือนเป็นผู้ที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เหมือนกับนายพอล โวลเกอร์ แม้ว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่ทำหน้าที่ป๋าหรือเจ๊ดัน อย่างนายแบรด เดอลองก์หรือนางคริสติน่า โรเมอร์จะเชียร์ให้นางเยลเลนกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยแพคเกจที่แรงๆ อยู่สุดลิ่มก็ตาม

สาเหตุก็คือ จำนวนสมาชิกเฟดมิได้สนับสนุนเธออย่างเพียงพอ นอกจากนี้นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐเองก็ส่งซิกว่าไม่ค่อยเห็นด้วย ท้ายสุด ตัวเธอเองก็ไม่สู่มั่นใจเท่าไรนักว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจสไตล์ QE จะสามารถเพิ่มการจ้างงานได้จริงหรือไม่

ประการที่สาม คำพูดของเฟดในคืนนี้เกี่ยวกับแนวโน้มค่าจ้างแรงงานเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ประเด็นนี้ มีความคิดเห็นแย้งเป็น 2 ขั้ว โดยขั้วแรกนั้นนำโดยนายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังและกลุ่มสมาชิกเฟดสายที่ชอบกระตุ้นเศรษฐกิจข้างต้น ที่กล่าวว่าน่าจะเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเมื่อเห็นอัตราเงินเฟ้อจากค่าจ้างสูงขึ้นในระดับประมาณร้อยละ 4 ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายมองว่าถ้าอัตราเงินเฟ้อจากค่าจ้างสูงขึ้น ในระดับประมาณร้อยละ 3-4 ดังรูปที่ 1 และ 2 เฟดก็ต้องเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว ซึ่งผมคิดว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่คิดในแบบหลังมากกว่า

ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา พบว่าหากอัตราการว่างงานลดลดลงต่ำกว่าร้อยละ 6.5 แล้ว จะพบว่าค่าจ้างจะมีระดับที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเดิมเป็นอันมาก จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากเห็นว่าระดับค่าจ้างสูงขึ้นราวร้อยละ 3-4 ดังกล่าวไว้ข้างต้น

โดยสรุป การประชุมเฟดในคืนนี้ มีเรื่องสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Forward Guidance โทนคำพูดของนางเยลเลนว่าจะมีความอยากกระตุ้นเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน และ การประเมินความสำคัญของตัวเลขค่าจ้างแรงงานครับ

หมายเหตุ : ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมเรื่อง "การลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) ระดับเบื้องต้น" ในวันเสาร์ที่ 26 เมษายน 2557 ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/MacroView LINE ID: MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ