ขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง "หึงหวง" ของ"สามี-ภรรยา" คู่หนึ่ง จนนำไปสู่เหตุการณ์"เศร้าสลด"
อันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเครื่องมือติดต่อสื่อสารยุคไฮเทค"เพซบุ๊ก-ไลน์"
+++ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ช่วงเช้าเมื่อวานนี้(10 มี.ค.) ชาญชัย เฮียงก่อ อายุ 44 ปี เจ้าของธุรกิจผลิตรองเท้า ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าศีรษะ สิริกร ไชยราชา อายุ 38 ปี ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจำหน่ายวิทยุสื่อสาร ย่านศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นภรรยาจนเสียชีวิตในรถยนต์โตโยต้า พรีอุส สีขาว ทะเบียน พ 0373 กรุงเทพมหานคร ป้ายแดง ที่หน้าโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
+++ ในเวลาต่อมา ชาญชัย ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจ สน.ร่มเกล้า พร้อมมอบปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ พร้อมเครื่องกระสุน 7 นัด และปลอกกระสุน 1 อันให้ตำรวจเป็นหลักฐาน
+++ ชาญชัย ให้การว่า ก่อนจะลงมือก่อก่อเหตุ จับได้ว่า นางสิริกร ภรรยาได้เกิดนอกใจ ผ่านทางเฟซบุ๊ก และไลน์ โดยพบว่าภรรยาได้แอบคุยกันฉันชู้สาวกับชายอื่น จึงขับรถไปดักรอหน้าโรงเรียนสาธิตรามคำแหง เนื่องจากภรรยาจะพาลูกมามอบตัวที่โรงเรียน แต่คุยกันไม่ลงตัว เกิดมีปากเสียงทะเลาะกัน ด้วยความโกรธแค้นประกอบความหึงหวง จึงใช้ปืนยิงเข้าที่ศีรษะดังกล่าว
+++ เรื่องนี้ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้องยกเป็น "อุทาหรณ์" ของคนยุคโลกสื่อสารไร้พรมแดน เพราะการจะ "โพสต์ข้อความ" หรือ "โพสต์รูปภาพ" อะไรต้องคิดให้ดีและรอบคอบก่อน เพราะมันอาจจะเป็น "ภัย" ย้อนกลับมาเล่นงานตัวเองได้
+++ เห็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกว่า ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไปพิจารณาว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ ซึ่งการพิจารณายกเลิก ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการลงทุนด้วย เพราะเกรงว่าหากไม่มี พ.ร.ก.ควบคุม และเกิดความวุ่นวายขึ้น จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
+++ ความจริงสภาพการณ์ขณะนี้ "มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ก็เหมือน "ไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เพราะใช้ไปทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากศาลแพ่งห้ามงัดประกาศต่าง ๆ ออกมาใช้ และหากยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ รังแต่จะสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ไม่ดีให้กับประเทศชาติ เพราะภายนอกประเทศจะมองไทยว่า ยังมีสถานการณ์ที่รุนแรงอยู่ ไม่เหมาะที่จะเข้ามาเที่ยวหรือทำธุรกิจอะไร ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ไม่ได้รุนแรงปานนั้น
+++ แต่หากรัฐบาลยกเลิก "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" แล้วกลับไปใช้ "พ.ร.บ.มั่นคง" ก็จะส่งผลดีในแง่ "ภาพลักษณ์" ของประเทศ และจะมีผลดีต่างๆ ตามมาอีกมากทั้งเรื่อง "ท่องเที่ยว" และ "เศรษฐกิจ"
+++ หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงทางออกของบ้านเมืองท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งว่า บ้านเมืองจะเกิดความเรียบร้อยได้ ทุกองค์กรจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นเสาหลักของบ้านเมือง
+++ หัสวุฒิ ยกตัวอย่างว่า อย่างองค์กรศาลซึ่งเป็นอำนาจตุลาการและเป็นหนึ่งใน 3 อำนาจในการบริหารประเทศ แต่สามารถใช้อำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีคดีฟ้องร้องเข้าสู่ศาลเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปตัดสินเรื่องอื่นๆภายนอกศาลได้ แต่องค์กรศาลก็จะต้องทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรม ส่วน "องค์กรตำรวจ" ก็จะต้องจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อยได้
+++ "ผบ.ตร.-อธิบดีดีเอสไอ" ฟังไว้หน่อยก็ดี









