มีใครสังเกตไหมว่า รัฐบาลนี้ (ทั้งก่อนยุบสภาและในฐานะรัฐบาลรักษาการ) ดูเหมือนว่าจะเลือกยืนอยู่คนละข้าง
กับองค์กรและสถาบันในสังคม ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบทั้งหลาย อย่างสม่ำเสมอ
ทั้งๆ ที่ กลไกการตรวจสอบผู้ปกครองประเทศนั้น คือ หัวใจของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้ง
คนไทยเห็นภาพของรัฐบาลนี้และพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มาแล้ว ทั้งๆ ที่ รัฐบาลก็ประกาศยึดรัฐธรรมนูญเป็นเกราะป้องกันตนเองในหลายกรณี
จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่า หากกระบวนการยุติธรรมตัดสินให้รัฐบาลเป็นประโยชน์ ก็จะยอมรับอำนาจศาล แต่หากมีคำวินิจฉัยในลักษณะที่รัฐบาลหรือพรรครัฐบาลไม่พอใจ ก็จะประกาศยืนคนละข้างกับกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ
นั่นคือ ปัญหาของพรรคเสียงข้างมากที่อ้างสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” มาตลอด
ต่อมา เราก็เห็นความไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาลรักษาการกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจกับ “องค์กรอิสระ” ที่สำคัญอีกกลไกหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป้าหมายน่าจะตรงกัน นั่นคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งให้เรียบร้อยที่สุด และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ปั่นป่วนวุ่นวายในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ล่าสุด รัฐบาลของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีประเด็นในลักษณะ “เผชิญหน้า” กับศาลแพ่ง (เรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) และ ป.ป.ช. (เรื่องการสอบสวนโครงการจำนำข้าวที่โยงใยมาถึงนายกรัฐมนตรีเองด้วย)
แม้ว่าน้ำเสียงของแกนนำรัฐบาล และ ศรส. ต่อคำวินิจฉัยของศาลแพ่ง เรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะเป็นลักษณะ “ขอคำปรึกษา” และถ้อยแถลงของนายกฯ เรื่อง ป.ป.ช. เรียกให้รับทราบข้อกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าววันที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้ จะเป็นลักษณะ “ขอความเป็นธรรม” แต่หากอ่านเนื้อหาลึกๆ แล้ว ก็จะเห็นว่ารัฐบาล กับ ศรส. “ท้าทาย” กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระอีกครั้งหนึ่ง
ทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลมีความเชื่อเหมือนเดิมว่า เมื่อมีเสียงข้างมากในสภาและอยู่ในฐานะกุมอำนาจรัฐแล้ว ก็จะต้องสามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองในทุกมิติได้ และหากองค์กรอิสระใด หรือกลไกการตรวจสอบไหนไม่ดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลแล้ว ก็จะตั้งตัวเป็นศัตรู
ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความตึงเครียดในสังคมเพิ่มขึ้น
และเป็นสาเหตุที่ความขัดแย้งของสังคมดำเนินมาเป็นเวลาสิบปี
ตราบเท่าที่รัฐบาลยังดำรงบทบาทเป็น “ศัตรู” กับองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ก็ย่อมหวังได้ยากว่ากลุ่มการเมืองนี้จะปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง และหากรัฐธรรมนูญที่จะร่างกันใหม่ภายใต้กติกาใหม่ ไม่เคร่งครัดกับการถ่วงดุลอำนาจ (checks and balances) ก็อย่าได้หวังว่าประเทศไทยจะปกครองด้วยระบอบ “ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริงได้
เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องพร้อมเดินหน้าปฏิรูป และแก้ไขกติกาให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง อย่างมีประสิทธิภาพ และการตรวจสอบจะต้องยิ่งเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ประเทศใด...ที่องค์กรตรวจสอบถูกรัฐบาลประกาศเป็นศัตรู ประเทศนั้นไม่อาจจะเรียกว่าตนปกครองด้วยประชาธิปไตย
ประเทศใด...ที่ประชาชนและกลไกตรวจสอบกลัวรัฐบาล ผู้ปกครอง คือ ทรราช
ประเทศใด...ที่รัฐบาลกลัวประชาชนและการตรวจสอบ ประเทศนั้น จึงจะเป็น...ประชาธิปไตย









