เมื่อประชาชนต้องการจะแสดงออก ถึงความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ ที่ไม่เคารพในความรู้สึกของสังคม
วิธีการมีมากมายหลากหลาย และในหลายปีที่ผ่านมา คนไทยได้เห็นรูปแบบของการต่อต้าน ประท้วง และแสดงจุดยืนที่น่าสนใจ เพราะว่านี่คือกระบวนการประชาธิปไตยที่ให้ “คนเสียงข้างน้อย” ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจเมื่อไม่มีหนทางอื่น
ล่าสุด การที่ประชาชนไปถอนเงินฝากจากธนาคารออมสิน เพราะว่าไม่พอใจที่สถาบันการเงินของรัฐแห่งนี้ ร่วมในกระบวนการ “ซิกแซ็ก” เพื่อที่จะเอาเงินไปให้รัฐบาลจ่ายชาวนาในโครงการจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ควรจะต้องหามาตรการป้องกันปัญหานี้มาตั้งแต่ต้น
ประชาชนคนไทยวันนี้ ติดตามข่าวสารใกล้ชิด และ “รู้ทัน” กลเม็ดทางการเมืองอย่างยิ่ง รัฐบาลไม่อาจจะบิดเบือนหรือปิดบังอำพรางด้วยภาษาการเมืองอย่างแต่ก่อน ดังนั้นคำว่า “สภาพคล่อง” หรือ “เงินกู้อินเตอร์แบงก์” หรือ “ใบประทวน” และแม้ Letter of Comfort ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้หลบหลีกการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกต่อไป
ดังนั้น เมื่อธนาคารออมสินปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ให้แก่ ธ.ก.ส. และอ้างว่า “ไม่รู้ว่า ธ.ก.ส. จะเอาไปทำอะไร” ขณะที่ผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยอมรับว่ากระทรวงการคลัง เป็น “ผู้จัดหา” เงินกู้ที่เขาไม่จำเป็นต้องกู้ได้ ความจริงก็ปรากฏ
ประชาชนก็สั่งสอนรัฐบาลด้วยการไปถอนเงินฝาก เพื่อแสดงว่าไม่ไว้วางใจวิธีการบริหารธนาคารรัฐแล้ว ถอนกันวันละสองสามหมื่นล้านติดต่อกัน และแม้ว่าจะมีคนนัดกันไปฝากเงิน แต่ยอดเงินฝากที่หดหายไปก็ตกหลายหมื่นล้านในสองสามวัน
อย่างนี้เรียกว่า social sanction หรือการ “ลงโทษโดยสังคม” เพราะว่าบางครั้งกฎหมายอาจจะทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ หรือแม้ทำได้ก็ไม่สะท้อนถึงความไม่พอใจของสังคมเป็นส่วนรวม
สังคมไทย รู้จักคำว่า “อารยะขัดขืน” หรือ civil disobedience พร้อมๆ กับ social sanction ซึ่งสามารถมาในรูปแบบต่างๆ
เช่น คนไทยรวมตัวกันไม่ไหว้นักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เพื่อจะลงโทษคนเลวที่รัฐบาลปกป้องหรือกฎหมายยื่นมือไม่ถึง แต่เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมโดยส่วนรวม ว่า คนนี้โกงภาษีประชาชนอย่างชัดเจน
ในบางกรณี การลงโทษทางสังคม มีผลกว่าการลงโทษทางกฎหมายด้วยซ้ำ เพราะว่าเป็นมติของคนในสังคมที่ไม่ยอมรับความชั่วร้ายของคนที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ แต่กระบวนการกฎหมายทำอะไรไม่ได้
ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนฝากเงินธนาคารออมสินจะแห่กันไปถอนเงินฝากอย่างมากมายเพียงนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปปลุกระดม ไม่มีใครไปกดดันบังคับหรือเรียกร้อง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการสรุปตรงกันว่าในฐานะชาวบ้าน ต้องทำอะไรบางอย่าง ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง เพื่อให้เห็นว่า “เหลือทน” แล้ว กับความประพฤติของผู้มีอำนาจ
เหมือนกับที่คนไทยออกมาต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับ “สุดซอย” มากมาย และพร้อมเพรียงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นั่นคือ การแสดงออกถึง social sanction ต่อ ส.ส.เสียงข้างมาก ที่กล้ากระทำการที่ตบหน้าประชาชนอย่างนี้
และต่อแต่นี้ไป ใครก็ตามที่มีอำนาจทางการเมือง ปกครองบ้านเมือง จะต้องสำนึกว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการไปหย่อนบัตรเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหมายถึง “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในรูปแบบต่างๆ ที่จะไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจข่มขู่ คุกคาม และใช้อำนาจทางกฎหมาย มากระทำการที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสติปัญญาของคนทั้งประเทศอีก
การเข้าคิวลงคะแนนเสียงหน้าคูหาเลือกตั้ง กับการเข้าคิวเพื่อถอนเงินฝากจากแบงก์รัฐ ที่ไม่เคารพความรู้สึกของประชาชน และการเข้าคิวประกาศไม่ใช้บริการ ของธุรกิจที่เกี่ยวพันกับการเมืองสามานย์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบอบประชาธิปไตย...ที่ยั่งยืนและถาวรทั้งสิ้น









