วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โครงการรับจำนำข้าว-มุมมองบัญชี (จบ)

จากตารางที่ 6 แสดงถึงประมาณการกระแสเงินสดซึ่งใช้ข้อมูลจากตารางที่ 1-5 และข้อมูลและสมมติฐานเพิ่มเติมคือกรอบเงินทุนหมุนเวียน

เริ่มโครงการ 500,000 ล้านบาทซึ่งใช้เงินกู้ ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินอื่น 410,000 ล้านบาท ซึ่งจากข้อเท็จจริงจะพบว่าได้ว่าเงินทุนหมุนเวียนจำนวนนี้ถือเป็นการก่อหนี้สาธารณะซึ่งเป็นภาระของประเทศ ส่วนเงินที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่มีการระบุว่าใช้จ่ายจากเงินทุนหมุนเวียนส่วนนี้ซึ่งในที่นี้ใช้สมมติฐานว่าใช้เงินจากงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปีละประมาณ 4.6-4.7 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้จะพบว่าในปีที่ 2 ของการดำเนินงานจะพบว่าเงินทุนหมุนเวียนเริ่มจะไม่เพียงพอจึงสมมติให้ใช้เงินสำรองของ ธ.ก.ส.เป็นส่วนที่จ่ายให้กับชาวนาซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่ระบุจำนวนเงินกู้และเงินสำรองที่ใช้ไปของ ธ.ก.ส. จำนวน 158,000 ล้านบาท และจากข้อมูลของกระแสเงินสดในปีที่ 3 จะพบว่าโครงการนี้จะขาดเงินที่จะนำมาจ่ายชาวนาเนื่องจากเกินกรอบวงเงินที่กำหนดซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลต้องการกู้เงินเพิ่มเติมอีกจำนวน 130,000 ล้านบาทแต่ติดปัญหาที่ตัวเองสร้างไว้คือการกำหนดกรอบวงเงินและการยุบสภาที่ทำให้การกู้เงินมีเงื่อนไขที่จะเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย โดยสรุปของตารางนี้สามารถบอกได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลแต่เงินสดเข้าที่ได้จากการระบายข้าวมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่จ่ายออกไป

จากตารางที่ 7 แสดงถึงประมาณการงบกำไรขาดทุนตามปีการผลิตซึ่งสมมติฐานของข้อมูลที่มารายรับจากการระบายข้าวได้แสดงไว้ในตารางที่ 3 ต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำนานงานอื่นและดอกเบี้ยได้แสดงไว้ในตารางที่ 2 และได้เพิ่มข้อสมมติของสำรองปรับมูลค่าราคาข้าวสารตามราคาตลาดจากจำนวนข้าวสารคงเหลือโดยสมมติว่าโครงการได้สิ้นสุดลงที่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2557 การปรับมูลค่าราคาข้าวสารเนื่องจากต้องการสะท้อนมูลค่าคงเหลือที่แท้จริงของข้าวสารคงเหลือที่อยู่ในสต็อกข้าวสารเพราะว่าราคาต้นทุนของข้าวสารที่ได้จากโครงการมีราคาสูงกว่าราคาตลาดมากและราคาข้าวสารในตลาดโลกสำหรับข้าวเจ้าซึ่งเป็นสต็อกส่วนใหญ่ของโครงการมีราคาตลาดปัจจุบันอยู่ไม่เกิน 400 ดอลลาร์ต่อตัน และคาดการณ์ว่ารัฐบาลน่าจะระบายข้าวได้ในราคาประมาณ 11,500 บาทต่อตันสำหรับการระบายนับตั้งแต่ปีผลิต 56/57 โดยดูจากข้อมูลในอดีตของการระบายข้าวของรัฐบาล

ซึ่งจากข้อมูลที่ประมาณการสามารถสรุปได้ คือขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นแล้วจากการดำเนินงานของข้าวที่ระบายออกไปถึงปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 2.8 แสนล้านบาทและขาดทุนที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่จากการปรับมูลค่าต้นทุนข้าวสารที่มีอยู่ในสต็อกของโครงการรับจำนำอีกประมาณ 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งรวมแล้วขาดทุนจากโครงการที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอกสำหรับโครงการนับจนถึงปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ราว 6 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ไม่รวมขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการระบายข้าวทั้งหมดที่มีในโครงการซึ่งรัฐบาลต้องระบายให้ได้เงินคืนกลับมาไม่ต่ำกว่า 216,769 ล้านบาท ตัวเลขขาดทุนของโครงการจึงจะหยุดอยู่ที่ราว 6 แสนล้านบาท แต่ถ้ามองในกรณีที่เลวร้ายสุดว่าสต็อกที่มีอยู่ในโครงการมีเงินคืนกลับมาแค่ครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าโครงการนี้น่าจะขาดทุนทะลุ 7 แสนล้านบาทหลังจากปิดโครงการจากการดำเนินการโครงการมาประมาณ 2 ปีครึ่ง

นอกจากนี้โครงการนี้จะยังมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องถึงแม้โครงการนี้จะหยุดการรับจำนำคือค่าจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายในการระบายและภาระดอกเบี้ยซึ่งจะเกิดขึ้นปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาทจนกว่าจะระบายข้าวได้หมดรวมถึงการจ่ายคืนเงินกู้ได้หมดซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในสมมติฐานของการคำนวณประมาณงบกำไรขาดทุนของโครงการที่นำมาแสดงในที่นี้

จากตารางที่ 8 แสดงถึงประมาณการงบแสดงฐานะการเงินของโครงการรับจำนำข้าวแยกตามปีผลิตซึ่งข้อมูลที่แสดงในแต่ละรายการเป็นข้อมูลที่ประมวลจากข้อมูลที่นำมาแสดงในตารางที่ 1-7 เพื่อสรุปฐานะการเงินที่แท้จริงของโครงการตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยสรุปฐานะการเงินในปัจจุบันโครงการนี้มีสินทรัพย์คือข้าวสารคงเหลือในสต็อกของโครงการโดยสมมติถ้าตีที่ราคาตลาดหรือราคาที่คาดว่าจะขายได้จะมีมูลค่าประมาณ 216,769 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลได้ก่อหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 568,000 ล้านบาทและเงินกู้ที่จำเป็นต้องกู้เพิ่มเติมอีกประมาณ 122,000 ล้านบาทเพื่อไปจ่ายคืนหนี้ชาวนา สรุปแล้วรัฐบาลน่าจะก่อหนี้สำหรับโครงการนี้ประมาณ 690,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้จำนวนนี้จะเป็นภาระของรัฐบาลในแง่ของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจนกว่าจะใช้หนี้คืนหมด

ข้อมูลขาดทุนสะสมจากการดำเนินรวมกับขาดทุนที่น่าจะเกิดขึ้นจากการปรับราคาต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นราคาที่คาดว่าจะขายได้มีประมาณ 6 แสนล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลใช้เงินทุนจากเงินงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงานของโครงการไปแล้วประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าจะตั้งข้อสมมติว่าโครงการนี้จะไม่มีการรับจำนำเพิ่มเติมอีกต่อไปแต่ค่าใช้จ่ายที่ยังจำเป็นต้องมีต่อเนื่องจนกว่าจะระบายข้าวได้หมดและจ่ายคืนหนี้จากเงินที่กู้มาได้หมดจะยังเป็นภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับโครงการและจะทำให้ตัวเลขขาดทุนที่แท้จริงจะยังสรุปไม่ได้จนกว่าทุกอย่างจะจบลง ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ก็คือตัวเลขขาดทุนจากโครงการนี้มากมายมหาศาลแค่ไหน

ผู้เขียนตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าสมมติโครงการนี้ขาดทุนรวม 7-8 แสนล้านบาทในระยะเวลา 2 ปีครึ่งของโครงการถามว่าเงินเหล่านี้ตกถึงมือใครบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งได้ตกอยู่ในมือชาวนาแต่เท่าที่ประมาณดูก็คือน่าจะตกอยู่ในมือชาวนาประมาณ 2 แสนล้านบาทซึ่งหมายความว่าที่เหลือน่าจะตกอยู่ในมือของคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

จากข้อมูลที่นำมาแสดง ผู้เขียนไม่ได้นำประเด็นการทุจริตเข้ามาพิจารณา แต่ข้อมูลหรือตัวเลขที่ได้นำมาแสดงก็พิสูจน์ในตัวเองแล้วว่าผลเสียหายหรือขาดทุนที่เกิดขึ้น ส่วนสำคัญก็เกี่ยวข้องกับการทุจริตและเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากโครงการนี้ นอกจากชาวนาที่เป็นเครื่องมือและเกราะกำบังให้กับผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ของโครงการนี้

ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามกับสังคมก็คือเราจะหยุดยั้งและป้องกันโครงการเลวร้ายลักษณะนี้ได้อย่างไร ทำอย่างไรเราจึงจะร่วมกันค้นหาความจริงและใช้บทเรียนราคาแพงมหาศาลนี้เพื่อกำจัดต้นตอของปัญหาซึ่งในความเห็นของผู้เขียนก็คือนักการเมืองในรัฐบาลนี้

ความบกพร่อง ทุจริตอย่างจงใจไม่ควรจะเป็นที่ยอมรับและควรที่จะมีกระบวนการลงโทษที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างของสังคม สิ่งที่เห็นได้ชัดจากพฤติกรรมของรัฐบาลกับโครงการรับจำนำข้าวคือ การจงใจโกหก ปกปิด บิดเบือน ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อยู่อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

ผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องร่วมมือกันทำความจริงให้ปรากฏ นำคนผิดมาลงโทษ สร้างระบบป้องกันไม่ให้โครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย