หากการเผชิญหน้าทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลรักษาการกับ "มวลมหาประชาชน" ของ กปปส.
และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืดเยื้อไปอีกสามเดือนหกเดือน สภาวะ failed government (รัฐบาลล้มเหลวเพราะปกครองไม่ได้) ก็จะเสื่อมทรุดเป็น failed state (ประเทศล้มเหลวเพราะเศรษฐกิจจะพังพาบ)
เอกชนต้องหาทางช่วยตัวเอง การเมืองไทยที่ล้าสมัย เห็นแก่ตัว คับแคบ เกาะเกี่ยวกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ขาดวิสัยทัศน์กว้างไกล กำลังทำลายความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ที่เอกชนไทยได้ช่วยกันสร้างขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
ปีที่เพิ่งจบลงไป อัตราโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ร่วงหล่นลงมาที่ 3% และมีการคาดหมายจากบางสำนักแล้วว่าหากวิกฤติการเมืองไทยไม่ผ่อนคลาย หรือปัญหายังวนเวียนอยู่กับตัวละครไม่กี่ชุดอย่างที่เป็นอยู่ ครึ่งปีแรกของ 2557 อาจจะเห็นอัตราโตเพียง 2%
การที่ผลการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ออกมาพิกลพิการเช่นที่เห็นอยู่นี้ ย่อมหมายความว่าการตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศจะต้องล่าช้าออกไป นั่นย่อมหมายความว่าการลงทุนภาครัฐจะชะงัก
ด้านเอกชนที่เฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาการเมืองอย่างใจจดใจจ่อก็ใช้นโยบาย "รอ" และ "ชะลอ" การตัดสินใจลงทุน ทำให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจเฉื่อยลง หนีไม่พ้นว่าการลงทุนต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีการวิเคราะห์ว่าหากการเมืองตกอยู่ในสภาวะยักแย่ยักยันเช่นนี้ การลงทุนใหม่ๆ ก็จะชะงักไปด้วยอย่างแน่นอน เพราะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ซึ่งมีรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเป็นประธานก็คงจะทำงานไม่ได้เต็มที่ เพราะตำแหน่ง "รักษาการ" ของรัฐมนตรีเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ในบอร์ดบีโอไอ
โครงการที่เสนอไปยังบอร์ดบีโอไอและมีเงินลงทุน 200 ล้านบาทขึ้นไปจะต้องผ่านการอนุมัติของบอร์ดบีโอไอ ดังนั้นเมื่อกลไกของบีโอไอเป็นอัมพาตไปพร้อมกับรัฐบาล, การลงทุนใหม่ ๆ ที่เป็นกอบเป็นกำก็จะพลอยหดหายไปด้วย
หกเดือนแรกของปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสน กังวล และเต็มไปด้วยคำถามว่าประเทศไทยจะขยับไปทิศทางไหน
แน่นอนว่าโครงการลงทุนที่ไม่อาจจะรอให้การเมืองไทยสงบก่อนก็จะย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีความชัดเจนและมีเงื่อนไขที่ดีกว่า
เอกชนไทยที่มีสายป่านมากพอก็อาจจะปรับตัวด้วยการขยายตลาดในเพื่อนบ้านและต่างประเทศเพื่อชดเชยตลาดภายในที่หายไป แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ของไทยไม่มีทางออกอื่นนอกจากจะต้องปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพทุลักทุเล
เป็นภาวะสุญญากาศการเมืองที่รัฐบาลรักษาการไม่อาจจะทำอะไรเพื่อประคองเศรษฐกิจได้เพราะลำพังจะเอาตัวเองให้รอดก็เป็นเรื่องเหนือบ่ากว่าแรงแล้ว จึงเป็นเรื่องของกลไกเอกชนเองที่จะต้องเลิกหวังพึ่งรัฐบาลหรือการกลับมาสู่ภาวะปกติทางการเมืองและต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันในมวลหมู่ธุรกิจเอกชนเพื่อฟันฝ่าวิกฤตของชาติไปพร้อมๆ กัน
จำเป็นอย่างยิ่งที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า สมาคมธนาคาร และหอการค้าต่างจังหวัดทั่วประเทศจะต้องประสานมือกัน หาทางออกร่วมกัน ให้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ไทย อาเซียน และโลกให้สอดคล้องกับสถานภาพ
กลไกเอกชนจะต้องรวมตัวกันเพื่อส่งสัญญาณไปต่างประเทศให้เข้าใจว่าเอกชนของไทยจะไม่ผูกพันกับความผันผวนทางการเมืองที่ไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขได้ด้วยนักการเมืองเอง แต่ขณะเดียวกันเอกชนทุกฝ่ายจะต้องปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนกระบวนการ "ปฏิรูปประเทศ" เพื่อเป็นหลักประกันว่าเราจะไม่ยอมให้ความโสโครกของการเมืองมาทำลายฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นอันขาด
ข้าราชการมืออาชีพที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และประเทศชาติ จะต้องทำงานร่วมกับเอกชน ที่รวมพลังกันเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคการเมือง และให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าด้วยหลักการธรรมาภิบาล ต่อต้านคอร์รัปชัน และทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเอื้อต่อการสร้างชาติอย่างแท้จริง
วันนี้ เอกชนไทยต้องประกาศอิสรภาพจากความสับสนทางการเมือง และแสดงศักยภาพที่จะผลักดันเศรษฐกิจ ให้เดินหน้าไปอย่างพร้อมเพรียงกันแล้ว









