ช่วยชาวนาอย่างยั่งยืน

ช่วยชาวนาอย่างยั่งยืน

การช่วยเหลือชาวนากำลังเป็นประเด็นร้อน มีทั้งที่ออกมาเรียกร้องบ้าง ปิดถนนบ้าง แม้กระทั่งบางส่วนไม่ได้ออกมาเรียกร้องใดๆ

แต่ความเดือดร้อนของชาวนานั้นมีอย่างแน่นอน และไม่มีใครปฏิเสธ เพราะว่าอาชีพทำนา หรือเกษตรกรรมนั้น ส่วนใหญ่มักไม่ทำรายได้มากมาย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ร่ำรวย หรือมีที่ดินจำนวนมากพอที่จะบริหารจัดการพื้นที่กสิกรรมได้อย่างมีหลักการ และเกิดความคุ้มค่า ได้ประโยชน์เหมาะสมกับต้นทุนค่าใช้จ่าย เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเพาะปลูก เพราะว่าในสภาพความเป็นจริง ชาวนาไทยมีทั้งผู้ที่มีที่ดินระดับ 1-2 ไร่ หรือมากที่สุดระดับสิบๆ ไร่ กลุ่มชาวนาร่ำรวยมีที่ดินนับร้อยนับพันไร่หาได้ยาก ผู้ที่มีที่ดินระดับมากๆ มักจะเป็นกลุ่มคนร่ำรวย สะสมที่ดินไว้เป็นสินทรัพย์แล้วมาปล่อยให้ชาวไร่ชาวนาแบ่งเช่า เพาะปลูกกันตามฤดูกาล เท่าที่พบก็มีทั้งคนร่ำรวยผู้ใจดี มีเมตตา และ กลุ่มผู้ขูดรีด สถานภาพของเกษตรกรจึงฝากไว้กับโชคชะตา ดินฟ้าอากาศ และนายทุน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโชคดี หรือโชคร้าย ทั้งๆ ที่ยุคปัจจุบัน น่าจะนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาอย่างเป็นระบบ

ประเทศไทย มีนักวิชาการผู้เก่งกล้าหลากหลายสาขา ซึ่งหากจัดกระบวนการ จัดระบบให้ถูกต้อง เหมาะสมแล้ว ความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน จะต้องถึงมือเกษตรกรทุกกลุ่มก้อนได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ การจะดำเนินการได้ ต้องเป็นนโยบายที่กำหนดออกมาจากระดับรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ไม่ใช่ลมปากจากคนนั้นคนนี้ ที่นานวันเข้าก็จะพัดผ่านหาย และนโยบายนั้นๆ ต้องไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนพรรครัฐบาล ก็เปลี่ยนแปลงนโยบายง่ายๆ เพียงไม่ถูกใจกับนโยบายของพรรคเดิม ด้วยความรู้สึกแบบไทยๆ "เกิดความเสียหน้า" หากทำตามนโยบายพรรคการเมืองคู่แข่ง ทำให้การปฏิบัติขาดตอน ขาดความแน่นอน ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือจึงได้รับอย่างไร้ทิศทาง ขาดความต่อเนื่อง ยั่งยืน

ที่ผ่านมา ในฐานะของประเทศที่ประกอบกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่ ประเทศไทยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภายในสังกัดกระทรวง มีหน้าที่ที่จะดูแลช่วยเหลือเกษตรกรทั้งปวง มีกรมวิชาการเกษตรที่น่าจะมีหน้าที่พัฒนาสายพันธุ์พืชผัก และพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ มีข้าราชการที่เป็นเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด แต่สภาพความเป็นจริง การที่เกษตรกรจะไปขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพเกษตรกร กลับได้ผลน้อย เพราะว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มักทำหน้าที่เกี่ยวกับงานเอกสาร เสนออนุมัติเป็นขั้นเป็นตอนไป ยากต่อการพึ่งพาที่จะนำไปใช้งานจริง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลต้องดูแลลงรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์แท้จริงถึงตัวเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวนา ที่นำข้าวไปจำนำแล้วยังไม่ได้รับเงิน เกิดปัญหาชาวนาเครียด บางคนถึงแก่ชีวิต ดังที่กล่าวถึงข้างต้นว่า ผู้ประกอบอาชีพนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีฐานะดี การมีเงินมาใช้สอยเพื่อยังชีพ และชำระหนี้สินเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น รัฐบาลเจ้าของนโยบายต้องรับผิดชอบต่อสัญญาที่ให้ไว้ หาทางนำเงินมาจ่ายคืนแก่ชาวนาผู้จำนำข้าว ส่วนจะทบทวนนโยบาย เปลี่ยนแปลงวิธีการช่วยเหลือชาวนาอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิด และทำอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องต่อเนื่อง ทำให้ผู้มีอาชีพชาวนายังชีพได้อย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี