แม้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์การเมืองก็ยังชุลมุนวุ่นวาย ไม่ทราบสุดท้ายปลายทางประเทศไทย
จะมีรัฐบาลเมื่อไร กูรูหลายคนประเมิน 3 เดือน 6 เดือน แย่ยิ่งกว่านั้นอาจถึง 9 เดือน นั่นหมายความว่าปีนี้เกือบทั้งปี สภาพเศรษฐกิจ กำลังซื้อ การลงทุน การริเริ่มโครงการใหม่ๆ "สาหัส" แน่ๆ
ขณะที่เหลียวหลังแลหน้าประเทศเพื่อนบ้าน เขาคึกคักรับเปิดประตูสู่อาเซียน (เออีซี) กันหน้าชื่นตาบาน แต่ประทศไทยยังทะเลาะยังตีกันไม่จบ ทั้งๆ ที่สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกปีนี้หลายสำนักออกมาคาดการณ์ว่า มีแนวโน้มบวกมากกว่าลบ เสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้รับสัญญาญเรื่องดีๆ แบบนี้
มีโอกาสได้สัมภาษณ์แหล่งข่าวก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "หนักใจ" หากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย "สัมพันธ์ ศิลปนาฎ" ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เล่าว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในประเทศ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มโยกฐานการผลิตใปยังประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นที่เห็นอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ยาวนาน จะไม่เห็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในกลุ่มนี้เกิดขึ้น เพราะปัจจุบัน ผู้ประกอบการยังต้องคอยประเมินสถานการณ์วันต่อวัน
"ผลกระทบที่เห็นชัดเจนขณะนี้ คือ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำลังการผลิตดีกว่า ซึ่งเราเสียโอกาสอยู่แล้ว ส่วนระยะยาว หากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย ยืดเยื้อ จะกระทบถึงความเชื่อมั่นที่ต่ำอยู่แล้วลดลงไปอีก การย้ายฐานการผลิตก็จะมีเพิ่มขึ้น จนสุดท้ายเราอาจไม่สามารถรักษาฐานการผลิตในประเทศเอาไว้ได้"
เขาประเมินด้วยว่า ในไตรมาสแรกตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ติดลบแน่นอน โดยช่วงปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่า ใน 3-9 เดือนนี้ อาจจะยังฟื้นตัวได้ยาก
ขณะที่ ภาพรวมของประเทศความเชื่อมั่นในการลงทุนค่อนข้างต่ำ ผู้ประกอบการถึงกับบอกว่า ตอนนี้ต้องมองระยะยาวมากกว่า 3-5 ปี ดูว่า ภาคไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ไทยจะเดินไปอย่างไร ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ต่ำแบบนี้ หากจะฟื้นกันอีกทีก็ยากมาก ผู้ประกอบการอาจต้องเหนื่อยมาก ตัวชี้วัด หรือเคพีไอเรื่องต่างๆ ต้องชัดเจน นักลงทุนเขาถึงต้องการกลับเข้ามาลงทุนอีก
จะเอากันอย่างไรก็รีบๆ เจรจา รีบๆ แก้ปัญหา แล้วเดินหน้ากันเสียที สงสารประเทศ พูดเลย!!









