วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ รัน วิ่งเข้าไป อย่าได้ถอย

โครงการจำนำกลายเป็นไฟกองใหญ่สุมให้คณะรัฐบาลรักษาการอยู่ไม่ติด ด้วยเหตุผลที่เป็นความลับบางอย่าง

รัฐบาลไม่ได้แสดงความพยายามในการระบายข้าวออกไปอย่างจริงจังเท่าที่ควร แต่กลับจะแก้หนี้เดิมด้วยการสร้างหนี้ใหม่ โดยการกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งก็โดนปฏิเสธมาตามระเบียบ เนื่องจากไม่มีธนาคารไหนอยากเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมาย และยังอาจทำให้ลูกค้าแห่กันถอนเงินจนส่งผลสุขภาพทางการเงินของธนาคาร หรือที่เรียกว่า "แบงก์ รัน"

แบงก์ รัน ที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นเป็นแรกในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2409 ธนาคารโอเวอเร็นด์ เกอร์นีย์ ซึ่งปล่อยสินเชื่อและลงทุนกับธุรกิจรถไฟและท่าเรือมากเกินไปในช่วงที่ธุรกิจทั้งสองอย่างนี้กำลังเฟื่องฟู เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนทำให้ราคาหุ้นของธุรกิจเหล่านี้ตกต่ำ ธนาคารก็ประสบกับภาวะขาดทุน เมื่อไปความช่วยเหลือจากธนาคารกลางของอังกฤษ ก็ถูกปฏิเสธ จึงทำให้คนตื่นกลัวกันว่าเงินที่ฝากไว้จะไม่ได้คืน เลยรีบไปถอนเงินจนธนาคารไปไม่รอด แถมยังทำให้กิจการอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 200 แห่งปิดตัวตามไปด้วย

อเมริกาเองก็ไม่น้อยหน้า เกิดแบงก์ รัน หลายหนแล้ว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับธนาคารขนาดเล็ก เช่น ในปี 2436 แบงก์ รัน ทำให้ธนาคารในอเมริกาเกือบ 500 ต้องล้มละลาย และในช่วงปี 2472 ถึง 2476 ธนาคารต้องปิดตัวลงประมาณ 11,000 แห่ง แต่ที่น่าสนใจก็คือ แบงก์ รัน ของธนาคารวาโชเวียในปี 2551 ซึ่งเรียกว่า ไซเล็นท์ แบงก์ รัน เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นหลังฉาก เพราะคนที่ทยอยถอนเงินออกไปไม่ใช่ลูกค้ารายย่อย เป็นนักลงทุนและนักธุรกิจ จึงไม่เห็นการเข้าแถวยาวเหยียดเหมือนกรณีอื่น

ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด แบงก์ รัน ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารเสวด แบงก์ ในลัตเวียช่วงต้นเดือนธันวาคมปี 2554 ซึ่งเกิดจากข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่า ธนาคารเสวด แบงก์ ในสวีเดนและเอสโทเนียกำลังเจอกับปัญหาสภาพคล่องและปัญหาทางกฎหมาย ส่งผลให้ลูกค้าของธนาคารในลัตเวียกว่า 10,000 คนแย่งกันไปถอนเงินออกมา แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว พบว่าแบงก์ไม่ได้มีปัญหาเหมือนที่เป็นข่าวลืออยู่แต่อย่างใด

แบงก์ รัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ถอนเงิน ว่าจะเอาเงินที่ถอนมาไปทำอะไร ซึ่งมีอยู่สามกรณีด้วยกัน

กรณีแรก ถอนเงินออกมาแล้วไปฝากกับธนาคารอื่นที่มีความมั่นคงกว่า หากเป็นแบบนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมจะมีน้อยมาก เพราะยอดเงินฝากรวมของระบบธนาคารไม่เปลี่ยน จึงไม่กระทบต่อยอดการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมด้วย

กรณีที่สอง ถอนเงินออกมาแล้วนำไปลงทุนในทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น การตราสารทางการเงิน ในกรณีนี้ ผู้ขายตราสารจะนำเงินที่ได้ไปฝากไว้ในธนาคารอื่นที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นธนาคารเดียวหรือหลายธนาคารก็ได้ ผลที่ออกมาจึงคล้ายกับกรณีแรก เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ก็อยู่ในระบบ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจึงมีไม่มากนัก (ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ จึงไม่ขออธิบายกรณีที่ผู้ถอนเงินเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล)

กรณีที่สาม ผู้ถอนเงินเลือกที่จะถือเงินสดไว้กับตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะเงินที่ถอนมาส่วนใหญ่จะถูก “ดอง” ไว้กับตัว ไม่ได้หมุนเวียนกลับเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อลดลง กำลังซื้อในประเทศก็ลดลงเช่นกัน หากมีคนแห่กันถอนเงินมาเก็บไว้กับตัวจากหลายธนาคารพร้อมๆ กัน ยังสามารถนำไปสู่ปัญหาของระบบการเงินทั้งหมดได้ในที่สุด

สำหรับกรณีของประเทศไทย ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หากรัฐบาลกู้เงินจากธนาคารไปใช้หนี้ชาวนา จะนำไปสู่การเกิดแบงก์ รันหรือไม่ จะเป็นแบงก์ รันแบบไหน และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างไรบ้าง

ในประเด็นการเกิดแบงก์ รัน มีโอกาสเป็นไปได้มากว่า จะมีการเกิดแบงก์ รัน แต่จะเป็นเฉพาะธนาคาร เพราะผู้ฝากที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจปล่อยกู้ของรัฐบาล คงเฮโลกันไปถอนเงิน ปะเหมาะเคราะห์ร้าย ผู้ฝากรายใหญ่สามัคคีกันถอนเงิน จนกลายเป็นข่าว ทำให้ผู้ฝากเงินคนอื่นกังวลเลยมาร่วมขบวนการถอนเงินด้วยเช่นกัน แต่ผลกระทบคงไม่รุนแรงถึงขนาดที่ธนาคารต้องล้มละลาย กลายเป็นวิกฤติลุกลามใหญ่โต

ที่น่าห่วงคือผลทางอ้อม เพราะภาพลักษณ์ในการขาดธรรมาภิบาลที่ดี จะกลายเป็นต้นทุนของธนาคาร เนื่องจากเงินฝากและการทำธุรกรรมที่ลดลง ซึ่งหมายถึงรายได้ของธนาคารที่จะลดลงตามไปด้วย เผลอๆ เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ได้จากการปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลอาจไม่คุ้มเสียด้วยซ้ำ

หากเอาผลสำรวจของ World Economic Forum ปี 2556 ถึง 2557 ที่พบว่าเกือบ 70% ของปัญหาในการทำธุรกิจในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันและวิธีการทำงานของรัฐบาล มาพิจารณาประกอบไปด้วย ยิ่งทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า หากรัฐบาลสามารถแทรกแซงภาคการเงินได้แล้ว อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อภาคการเงินของไทยในภาพรวม ไม่เป็นผลดีต่อเราอย่างแน่นอน เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน ต่างก็พยายามแย่งนักลงทุนเหล่านี้ไปจากเราอยู่แล้ว การทำแบบนี้ก็เหมือนกับการเตะเนื้อเข้าปากเสือดีๆ นี่เอง

หัวใจของโครงการจำนำข้าว นอกจากการช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว การทำโครงการนี้ คือ การที่รัฐบาลขันอาสามาทำหน้าที่เป็นคนขายข้าว การที่คนขายข้าวเอาข้าวของเขามาแล้วไม่ยอมขาย แต่กลับปั้นให้ธนาคารกลายเป็นจำเลยสังคม โดยไม่คำนึงถึงผลเสียของการกู้เงินเช่นนี้ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการค้าขาย ยิ่งทำให้รัฐบาลมีพันธมิตรน้อยลงไปอีก

สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่การหาแพะรับบาปรายวัน แต่เป็นการตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหาคนซื้อข้าวให้ได้เร็วที่สุดต่างหาก วิ่งเข้าไป อย่าได้ถอย ชาวนาคอยเงินของเขาอยู่...