ความเหลื่อมล้ำกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ในหลายเวทีอีกครั้งหลัง กปปส. ชูให้อยู่ในเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศไทย
และประธานาธิบดีบารัก โอบามา นำขึ้นมาย้ำเน้นเป็นประเด็นสำคัญในการรายงานต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหตุปัจจัยที่ทำให้ประเด็นนี้มีความเร่งร้อนขึ้นมาอีกครั้งได้แก่แนวโน้มที่บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้เลวร้ายยิ่งขึ้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่มีแต่ความซบเซา โอบามาเน้นย้ำเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสของคนอเมริกันซึ่งถ้าทำได้จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ลดลง
คงมีผู้แปลกใจเมื่อได้ยินเรื่องความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสในอเมริกา ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคนทั่วโลกต่างเชื่อกันว่าอเมริกาเปิดโอกาสให้คนทั่วไปอย่างกว้างขวางที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ประเด็นนี้อาจมองได้จากหลายแง่มุม จากมุมมองของวิวัฒนาการระยะยาว เราทราบกันดีแล้วว่า ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีเกิดใหม่ ผู้ประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมามักนำไปใช้สร้างความร่ำรวยได้มหาศาลเนื่องจากสังคมโลกโดยทั่วไปใช้ระบบตลาดเสรีเป็นฐานของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ กลุ่มบุคคลเช่นบิล เกตส์ เป็นมหาเศรษฐีจากการเกิดของเทคโนโลยีดิจิทัล รายได้ของพวกเขาเหล่านั้นทิ้งรายได้ของคนทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น ความเหลื่อมล้ำจึงเพิ่มขึ้น
แต่ปัญหามิได้มาจากความร่ำรวยของคนพวกนั้น หากมาจากสภาพของสังคมอเมริกันซึ่งมีส่วนประกอบบางอย่างที่สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แก่พวกเขา อาทิเช่น แม้จะมีพลังทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่ความยากจนยังแพร่หลาย ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันยากจนถึง 46 ล้านคน ใน 46 ล้านคนนี้มีส่วนหนึ่งซึ่งจะให้โอกาสเท่าไรปัญหาก็ยังไม่หมดเพราะเป็นผู้พิการ เด็กที่ถูกทอดทิ้ง หรือจากครอบครัวที่ยากจนและคนชราที่ไม่มีเงินออม ส่วนนี้มักมีรัฐสวัสดิการเป็นที่พึ่ง อีกส่วนหนึ่งอาจแยกได้เป็นหลายกลุ่มประกอบด้วยผู้ไม่ต้องการทำงานและอาศัยรัฐสวัสดิการยังชีพ กลุ่มนี้พอใจในการเป็นกาฝากจึงยากที่จะแก้ไข นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มที่หางานทำไม่ได้และกลุ่มที่ทำงานแต่ยังมีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ชาวอเมริกันมักมองกันว่าสองกลุ่มนี้เมื่อมีโอกาสเพิ่มความรู้ความสามารถ โอกาสทำงานรายได้สูงจะตามมาเอง มองเผินๆ แล้วเรื่องนี้น่าจะทำได้ไม่ยากนัก แต่เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ มันจึงเป็นเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขา
ย้อนไปในสมัยที่อเมริกายังนำหน้าในด้านการอุตสาหกรรมหลากหลายอย่าง โรงงานต่าง ๆ จ้างแรงงานจำนวนมากและแรงงานส่วนใหญ่ได้ค่าแรงสูงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้โลกไร้พรมแดน โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเคลื่อนย้ายไปอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา อเมริกาต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมน้อยลง ผู้ที่เคยอยู่ในกลุ่มแรงงานไม่มีความความสามารถสูงพอที่จะรับงานทางด้านเทคโนโลยี งานที่เปิดให้มักได้แก่งานบริการจำพวกไม่ต้องการความสามารถสูงนักโดยเฉพาะงานตามร้านอาหารจานด่วนซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นแต่จ่ายค่าแรงต่ำมาก ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานในภาคบริการจำพวกนี้กับผู้ที่อยู่ในภาคเทคโนโลยีจึงเพิ่มขึ้น ปัญหาต่อไปได้แก่แม้จะเพิ่มโอกาสในการฝึกฝนให้คนเหล่านี้ แต่ภาคเทคโนโลยีก็จ้างได้ไม่เท่ากับจำนวนแรงงานซึ่งครั้งหนึ่งจ้างโดยโรงงานอุตสาหกรรม จำนวนมากจึงจำเป็นต้องทำงานบริการจำพวกในร้านอาหารจานด่วนเพื่อยังชีพแบบจำกัดจำเขี่ย อเมริกายังหาทางออกไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับสภาพเช่นนี้ส่งผลให้มีความขุ่นข้องหมองใจอยู่เป็นเนืองนิตย์
นอกจากนั้น ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นผลพวงของแนวคิดพื้นฐานในสังคมอเมริกันเอง นั่นคือ เป้าหมายในชีวิตได้แก่การมีรายได้เพิ่มขึ้นไปเพื่อเอื้อให้พวกเขาบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความจำกัดของทรัพยากรโลกไม่เอื้อให้การบริโภคเพิ่มขึ้นได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด แนวคิดพื้นฐานนี้จึงมีลักษณะเป็นกับดักซึ่งมักทำให้ชาวอเมริกันขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่ขาดเมื่อไม่สามารถสนองความต้องการอันสุดโต่งของตนได้
เรื่องที่เล่ามานี้น่าจะบ่งชี้ว่าโอบามาอาจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ไม่มากนัก แต่เนื่องจากเขาคงตระหนักในเรื่องนี้ดี การพูดถึงความเหลื่อมล้ำจึงมีลักษณะเป็นการเปล่งวาทกรรมของนักการเมืองที่หวังจะลดความเร่งร้อนของเรื่องความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจของคนอเมริกันลงไปชั่วคราว
หันมามองทางเมืองไทย เราคงหยั่งไม่ได้ว่า กลุ่มผู้นำการเคลื่อนไหวเช่น กปปส. มีความจริงใจในด้านการแก้ความเหลื่อมล้ำ หรือเพียงใช้วาทกรรมเพื่อทำให้น่าฟังตามประสานักการเมือง เนื่องจากกลุ่มผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลฉ้อฉลครั้งนี้มีความจริงใจ จึงต้องรอฟังว่าพวกเขาจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งซึ่งกระจ่างแล้ว นั่นคือ เมื่อขับไล่รัฐบาลรักษาการออกไปได้ รัฐบาลใหม่จะจ่ายเงินให้แก่ชาวนาที่ได้นำข้าวมามอบให้รัฐบาลตามโครงการรับจำนำทุกเมล็ด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่จะต้องทำพร้อมกับการยกเลิกโครงการเพราะมันเป็นประชานิยมแบบเลวร้ายที่กำลังทำลายประเทศชาติ
อนึ่ง การมีคนไทยจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรกรรมทำให้ความเหลื่อมล้ำในเมืองไทยต่างกับในอเมริกา จึงขอเสนอว่าอย่าคิดตามเขาและเราควรแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปที่ดินเป็นอันดับแรก ประวัติศาสตร์บ่งว่าการปฏิรูปที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ในทันสมัย และฟิลิปปินส์ทำไม่สำเร็จหลังการเคลื่อนไหวในนามของพลังประชาชนขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ได้ เพราะผู้นำการเคลื่อนไหวไม่ยอมสละที่ดินจำนวนมากของตน แนวการปฏิรูปที่ดินของไทยมีอยู่แล้วในรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปที่อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ฉะนั้น เราเริ่มได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่ หวังว่ากลุ่มผู้นำของการเคลื่อนไหวคงจะไม่ขัดขวางเพราะตนมีที่ดินจำนวนมากไม่ต่างกับผู้นำการเคลื่อนไหวในฟิลิปปินส์









