คำว่า Drama อ่านออกเสียงได้ว่า ดรามา ปกติเป็นคำที่ใช้ในการแสดงหรือบทละคร แต่วันนี้คำดังกล่าวถูกประยุกต์ใช้กับเรื่องราวทางการเมือง
และเป็น “วาทกรรมของชาวบ้านร้านตลาด” หมายถึง คนทั่วๆ ไป ลูกเด็กเล็กแดง ทุกเพศทุกวัยเริ่มเข้าใจความหมายของคำนี้ในเชิงสัญลักษณ์และรับรู้ถึงความหมายแฝงเชิงเสียดสีเย้ยหยัน
เหมือนที่คุณ เฉลิม อยู่บำรุง เคยนิยมเรียกหรือกล่าวถึงการกระทำของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลอยู่บ่อยๆ ทั้งในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหรือกระทั่งการอภิปรายในรัฐสภา ทำให้เหตุการณ์การชุมนุมโดย กลุ่ม กปปส. ร่วมกับ คปท. และบางส่วนของคนในพรรคประชาธิปัตย์ถูกมองจากฟากฝ่ายรัฐบาลและคนที่คัดค้านการชุมนุมเหมือนกันว่า เป็น “ดรามา” อีกบทหนึ่งในสังคมนี้
จึงเห็นควรนำเหตุการณ์ที่มีคน “กล่าวหา พาดพิงถึง หรือเกิดจากความเชื่อของหลายคนที่เห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นอาจมีความเป็น ดรามา ในความหมายแฝงที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นอยู่บ้าง” ถ้าจะเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์การยิงกันด้วยอาวุธสงครามนานาชนิดกลางแยกหลักสี่ไอทีสแควร์ มีคนจำนวนมากมองว่าคลิปที่นักข่าวต่างชาตินำมาเผยแพร่มีส่วนให้ชวนสงสัยว่าเหตุใดจึงมีมุมกล้องด้านเดียว ทั้งที่วิถีกระสุนก็น่าจะมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้หายไปสองวันก็ปรากฏคลิป "โกตี๋" และ คลิปตำรวจสามสี่นายนอนกลิ้งไปกลิ้งมาตามแบบยุทธวิธีเพื่อตอบโต้กับฝ่ายตรงข้ามอยู่ในคลิปที่มีการอ้างว่าถ่ายได้จากฟากฝั่งผู้ชุมนุมชาวหลักสี่ แต่คลิปดังกล่าวก็มีการตัดต่อให้มาบรรจบกับฟุตเทจ หรือ “ภาพเคลื่อนไหวที่มีการบันทึกภาพโดยสำนักข่าว บีบีซี” จึงเกิดข้อถกเถียงของคนที่อาจมีอคติกับ กปปส. หรือ อาจฝังใจเชื่อมั่นว่าฝ่ายตนถูกต้องที่สุด ทำให้เกิดการครหาว่า คลิปที่ปรากฏมาในภายหลังน่าจะเป็นการ “ตัดต่อ” ตามแบบฉบับโยนกลองที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
ดรามา ถัดมา หนีไม่พ้นเรื่องชุลมุนวุ่นวายหน้าคูหาเลือกตั้งหลายเขตหลายจังหวัด ที่เห็นเด่นชัดตั้งแต่ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เดินทางไปลงคะแนนห่างจากบ้านสองสามร้อยเมตร ปรากฏมีคนซุ่มดักทำร้าย ไล่กวดตะลุมบอนกันพักใหญ่แต่ไม่สามารถจับตัวผู้ก่อเหตุลงมือในครั้งนี้ได้ ทั้งที่กลุ่มคุณชูวิทย์ มีคนมากกว่าและน่าจะรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงกว่า ทำให้ในโซเชียลมีเดีย มีทั้งคนให้ความเห็นอกเห็นใจ รวมทั้งเหยียบย่ำซ้ำเติมคุณชูวิทย์ต่างๆ นานา
ยิ่งในวันลงคะแนนเสียงล่วงหน้า และ วันเลือกตั้งจริงเมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปรากฏคลิปในเว็บไซต์ยูทูปที่มียอดคนเข้าชมหลายแสนคน มีทั้งหญิงสูงอายุเดินถือไฟฉายเข้าไปจะพยายามเลือกตั้งในเขตจตุจักร แล้วถูกคนอีกฝ่ายกระทำการผลักดันกระทั่งไม่สามารถเลือกตั้งได้ รวมทั้ง หญิงวัยกลางคนที่หาญกล้าปีนข้ามรั้วไปเลือกตั้งในเขตสวนหลวงได้หนึ่งเสียง และน่าจะเป็นเสียงเดียวของเขตนี้ในวันนั้น ก็กลายเป็นอีกหนึ่งดรามาที่ผู้คนให้ความสนอกสนใจ
ยังไม่นับรวมกรณี “กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง” หลายต่อหลายหน่วย ที่มีคนดังๆ อยู่ในเขตนั้น ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายเพราะนับรวมแล้ว กรรมการมีไม่ครบเก้าคนตามกฎหมาย หากเดินหน้าเลือกตั้งไปก็สุ่มเสี่ยงกับการถูกร้องเรียนในการเลือกตั้งเป็น โมฆะ ได้
แต่หลายคนให้ความสนใจเขตบางเขตที่กรรมการไม่ครบจำนวน ก็เริ่มมีคนกล่าวหาว่าจะเป็นการ "เอื้อประโยชน์" บางอย่างให้กับนักการเมืองหรือใครก็ตามที่ประกาศไม่สมัครไปเลือกตั้งหรือไม่ ทำให้คนจำนวนมากเดินทางไปยังสถานีตำรวจที่ตั้งอยู่ในท้องที่ที่เกิดเหตุเพื่อรักษาสิทธิของตนอย่างหนาตา
อีก “ดรามา” หากไม่กล่าวถึงเกรงว่าจะไม่ครบถ้วน นั่นคือ กรณี การแสดงบทบาทผ่านสื่อขององค์กรอิสระบางหน่วยงานที่อาจถูกมองในแง่ของการขาดความเป็นกลาง หรือ การตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างถี่ยิบ กระทั่งสังคมเกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ของคนเหล่านั้น ว่า แท้จริงแล้วมาด้วยอุดมการณ์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างใดหรือไม่
ยังมีอีกหลายดรามาที่น่ากล่าวถึงรวมทั้งกรณีผู้คนไปร่วมชุมนุมแต่ฮือฮากับความหล่อเหลาของนักข่าวต่างประเทศ ถ้าดูเป็นเรื่อง ขำ ขำ ผ่อนคลายบรรยากาศความชุลมุนวุ่นวายก็ไม่น่าหนักใจ แต่ถ้าความคิดของคนที่ไปชุมนุมก็ดีหรือคนส่วนใหญ่ยังคงติด ดรามา กันทุกเรื่องก็น่ากังวลกับการปฏิรูปว่า “แก่นสารของการปฏิรูป” นั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจกันถ่องแท้จริงหรือไม่ จึงน่าจะเป็นที่มาของ “พิมพ์เขียวการปฏิรูปที่ คุณสุเทพ เรียกร้อง” และขอเร่งรัดให้พิมพ์เขียวได้ออกมาให้พวกเราได้ยลโฉมกันโดยฉับไวเพื่อจะได้ไปถูกกล่าวหาว่าอะไรๆ ก็ถูกมองเป็นเรื่อง “ดรามา” ไปทุกเรื่องราว









