ข้างหนึ่งบอกว่าเลือกตั้งไม่ได้แก้ปัญหา อีกข้างหนึ่งบอกว่าไม่เลือกตั้งก็ไม่ได้แก้ปัญหา... เสร็จเลือกตั้งแล้ว ปัญหาจริงๆ ก็คือ
บ้านเมืองเกิด “สุญญากาศการเมือง” และมีรัฐบาลรักษาการ ที่เป็น “เป็ดง่อย” เพราะว่าไม่มีอำนาจที่จะทำอะไร ที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้
ใช่...แม้ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งไป ก็คงไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และก็อาจจะจบลงด้วยปัญหาที่ร้ายแรงพอๆ กัน
เหตุผลมีประการเดียว นั่นคือ ฝ่ายที่ขัดแย้งกันไม่จริงจังและจริงใจ ในการที่จะร่วมมือกันเข้าสู่กระบวนการ “ปฏิรูปประเทศ” อย่างแท้จริง และต่างก็อ้างเป็นอำนาจต่อรองของตนเท่านั้น
วันนี้เราก็เข้าสู่โหมด “ดิ้นไม่ออก” กันทุกฝ่าย เพราะว่าไม่มีใครยอมใคร และลงท้ายเราก็เข้าสู่สภาพหลังเลือกตั้ง ที่แม้ว่าจะมีรัฐบาลรักษาการก็บริหารประเทศไม่ได้
อย่างที่ฝรั่งบอก “You can rule but you cannot govern.”
เลือกตั้งแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้รับอาณัติที่จะปกครองประเทศ ไม่ได้รับศรัทธาจากส่วนที่ต่อต้านรัฐบาล อีกทั้งยังไม่สามารถเดินหน้าในหลายๆ นโยบายที่กำลังถูกตรวจสอบ โดยองค์กรอิสระ และต้องขออนุญาต กกต. ก่อนตัดสินใจ
ความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการหย่อนบัตรครั้งนี้เป็น “โมฆะ” ก็ยังมีสูง
ขณะเดียวกัน ฝ่าย กปปส. ก็จะไม่ยุติการชุมนุม ยิ่งความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อออกไป ก็จะยิ่งมีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลรักษาการกับฝ่ายต่อต้าน เพราะฝ่ายหนึ่งจะอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะยืนยันสิทธิที่จะต่อต้านคัดค้านแบบ “อารยะขัดขืน” ด้วยสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ
หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่ยอมลาออก ไม่ยอมถอย เพราะกลัวว่าเมื่ออำนาจรัฐหลุดจากมือก็อาจจะถูกตรวจสอบ ขับไล่ และอาจอยู่ในประเทศไม่ได้ ก็ยิ่งจะทำให้การต่อต้านเข้มข้น เพราะจำนวนข้าราชการที่พร้อมจะ “ปลดแอก” จากการควบคุมของนักการเมืองฝั่งรัฐบาล จะเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ด้าน กปปส. ก็ยังไม่อาจอ้างอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ได้ เพราะยังไม่อาจอ้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยปราศจากข้อสงสัยได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคู่ขัดแย้งจะยอมหันมาเจรจาเพื่อสร้างกระบวนการ เพื่อการ “ปฏิรูปประเทศ” อย่างจริงจัง และแกนนำของแต่ละฝ่ายจะต้องยอมถอยจากฐานอำนาจของตนเอง
ทางออกของบ้านเมืองจึงต้องเกิดจากการแสวงหากระบวนการที่เป็น “ประชาธิปไตย” ในความหมายของการยอมเสียสละกันทุกฝ่าย เพื่อให้ชาติพ้นจากทางตีบตันอันเกิดจากการยืนหยัดบนฐานของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ
มิใช่ด้วยการยืนกระต่ายขาเดียว เดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งหนักหน่วงขึ้น แยกประชาชนเป็นกลุ่มเป็นเหล่า ตามผลประโยชน์แห่งตน แทนที่จะสร้างพลังของความหลากหลายทางความคิด และพื้นภูมิเพื่อแหวกวงล้อมแห่งความเห็นแก่พรรคแก่พวก สู่ขอบฟ้าใหม่แห่งการสร้างบ้านสร้างเมืองกันครั้งใหม่
เพราะเห็นๆ กันอยู่แล้วว่า หลังจากเลือกตั้ง ถ้ายังเดินบนเส้นทางเดิมกันทุกฝ่าย ก็เท่ากับยกระดับการเผชิญหน้าขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ที่ขยับเข้าสู่เหวแห่งหายนะ...เท่านั้นเอง








