วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Facebook ร่วง หรือ รุ่ง?

สัปดาห์ที่แล้วผมนำเสนอปัญหาที่บริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่างนินเทนโดกำลังเผชิญ สัปดาห์นี้เรามาดูอีกยักษ์ที่มีชื่อปรากฏในข่าวในช่วง 2-3 สัปดาห์

อย่าง Facebook กันบ้างนะครับ ปัจจุบันทุกท่านคงรู้จักและคุ้นเคยกับ Facebook กันเป็นอย่างดีแล้ว เรามาดูกันว่าแนวโน้มของสื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้จะร่วงหรือรุ่งกันแน่

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อนมีรายงานข่าวของนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Princeton สองคนที่ระบุว่าเมื่อดูจากสถิติและรูปแบบของ Social Media เพจต่างๆ แล้ว Facebook ได้เริ่มเข้าสู่ระยะตกต่ำแล้ว โดยเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา Facebook เป็นช่วงเวลาที่ Facebook รุ่งเรืองสุดยอดมาแล้ว ประจวบกับในช่วงระยะเวลาเดียวกันก็มีรายงานวิจัยของบริษัทวิจัยแห่งหนึ่งที่ระบุว่าวัยรุ่นหรือ Teens นั้นมีพฤติกรรมในการใช้ Facebook น้อยลง

โดยในรายงานฉบับดังกล่าวได้อ้างถึงตัวเลขของผู้ใช้ Facebook ที่อยู่ในวัย Teens (13-17 ปี) ในปี 2011 อยู่ที่ 13 ล้านคน ในขณะที่คนวัยดังกล่าวเล่น Facebook ในปี 2014 เพียงแค่ 9.8 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับวัยผู้ใหญ่ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) จะพบว่าในปี 2011 ผู้ใหญ่เข้า Facebook อยู่ 15.5 ล้านคน พอมาปี 2014 ผู้ใหญ่เล่น Facebook ถึง 28 ล้านคน

สรุปง่ายๆ สำหรับ Facebook ก็คือเด็กวัยรุ่นเริ่มนิยมเข้ามาเล่นน้อยลงแต่ผู้ใหญ่กลับเข้ามามากขึ้น ซึ่งเมื่อมองพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นรอบๆ ตัว ก็ต้องบอกว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในประเทศไทยเช่นเดียวกันครับ วัยรุ่นจะใช้ Facebook น้อยลง แต่หันไปเล่นสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram หรือ Snapchat มากขึ้น ท่านผู้อ่านคงพอจะได้ยินหรือคุ้นเคยกับเจ้า Instagram หรือ IG กันบ้างแล้ว ส่วน Snapchat นั้นเป็น app ยอดนิยมในกลุ่มวัยรุ่นที่ถ่ายภาพหรือวีดิโอ จากนั้นส่งไปให้เพื่อนๆ ดูได้ แต่ภาพนั้นจะหายไปภายในเวลาที่กำหนดครับ (ไร้หลักฐานให้สืบสาวได้เลย)

เคยมีวัยรุ่นแถวๆ ที่ทำงานวิเคราะห์ให้ฟังเหมือนกันครับว่าสาเหตุหนึ่งที่วัยรุ่นเข้าไปเล่น Facebook น้อยลงก็เนื่องจากผู้ใหญ่เข้าไปเล่นมากขึ้นนั้นเองครับ ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ เจ้านาย อาจารย์ ฯลฯ ทำให้ความเป็นส่วนตัวของวัยรุ่นลดน้อยลง และต้องหาสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ มาแทน ซึ่ง Facebook เองก็ตระหนักถึงปรากฏการณ์นี้นะครับ เพราะอย่าลืมว่า Facebook ได้เข้าไปซื้อ Instagram มาเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็พยายามขอเข้าไปซื้อ Snapchat ในราคาถึง 3 พันล้านดอลลาร์ แต่เจ้าของและผู้ก่อตั้งเขาไม่ยอมครับ

จากข้อมูลข้างต้นเราอาจจะนึกว่า Facebook จะเริ่มแย่แล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองครับที่ Facebook ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ออกมา ผลกลับกลายเป็นว่า Facebook มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 63% เทียบกับไตรมาสที่แล้ว และมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นของ Facebook นั้นไม่ได้มาจากการเพิ่มจำนวนสมาชิก แต่เป็นการเพิ่มรายได้ต่อสมาชิกครับ

แหล่งรายได้หลักของ Facebook นั้นมาจากการโฆษณา และดูเหมือนว่าบริษัทต่างๆ จะเริ่มพบว่าการโฆษณาผ่านทาง Facebook กลายเป็นช่องทางที่คุ้มค่าเงินมากที่สุด และที่สำคัญคือการโฆษณาผ่านทางมือถือหรือ Mobile-Advertising ที่เป็นการโฆษณาผ่าน Facebook App บนมือถือและ Tablet ต่างๆ นั้นกลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (แสดงให้เห็นว่า Mobile กลายเป็นช่องทางสำหรับ Social Media มากขึ้น) โดยในไตรมาส 4 นั้น รายได้การโฆษณาผ่านทาง Mobile-Advertising นั้นเป็นถึงร้อยละ 53 ของรายได้ทั้งหมด ขึ้นจากร้อยละ 23 เมื่อปีที่ผ่านมา

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้รายได้จากการโฆษณาของ Facebook เพิ่มสูงขึ้นจนปัจจุบันเป็นบริษัทที่มีรายได้จากการโฆษณาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Google ก็คือทาง Facebook ได้นำเอาแนวคิดและเครื่องมือเรื่องของ Big Data มาใช้งาน โดย Facebook เขาจะเก็บข้อมูลของผู้ใช้ทุกคนอย่างละเอียด อาทิเช่น ตัว Cursor ของเราเคลื่อนไปอยู่ตรงส่วนไหนของเว็บนานที่สุด หรือ ข้อมูล update ของเราจะปรากฏในหน้าจอของเราเองบ่อยและถี่เพียงใด

ข้อมูลเหล่านี้เมื่อเก็บมาเป็นจำนวนมาก และมีการวิเคราะห์ด้วยหลักการทางสถิติก็กลายเป็นคลังข้อมูลที่มีค่ามหาศาลสำหรับนักการตลาดครับ ไม่ว่าจะกลายเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาผลิต หรือ เกมใหม่ๆ หรือ สำหรับการโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อมีการพิสูจน์โดย Coca-Cola แล้วถึงพบว่าการโฆษณาผ่าน Facebook มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์

คงพอตอบได้นะครับว่า ณ นาทีนี้ Facebook กำลังรุ่งครับ ถึงแม้วัยรุ่นอาจจะห่างหายไปบ้าง แต่เมื่อผู้ใหญ่เข้ามาใช้มากขึ้น ผู้ใหญ่กลุ่มนี้กลับกลายเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อมากขึ้นและกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการโฆษณา และยิ่งเมื่อบริษัทมีการนำเอาเรื่องของ Big Data & Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้อย่างละเอียดก็ยิ่งทำให้การโฆษณาผ่าน Facebook มีประสิทธิภาพขึ้น สุดท้าย รายได้ก็ไหลมาเทมาครับ