ภูมิภาคละตินอเมริกาเป็นทุกอย่างที่บอกถึงความสุดโต่งสุดขั้ว ประเทศในภูมิภาคนี้ได้ลองมาแล้วทุกๆ รูปแบบในเรื่องของความคิดอุดมการณ์ หรือโลกทัศน์
เราได้เห็นขบวนการปฏิวัติและผู้นำปฏิวัติ ที่ติดอาวุธสู้กับรัฐ เห็นขบวนการชาตินิยมหรือ การพัฒนา หรือ การปกครองที่เน้นรัฐนิยม ในประเทศชิลีเราได้เห็นรัฐบาลเผด็จการทหารแต่ใช้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมสุดขั้วในยุคของ Pinochet เกือบ 20 ปี (1973-1990) เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านลองผิดลองถูกผ่านอุดมการณ์ซ้าย และขวาจัด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่าง บทบาทของรัฐ ตลาด อำนาจนิยม กับ ประชาธิปไตย เราได้เห็นรัฐบาลที่มีฐานจากชนชั้นแรงงาน และ ชนชั้นกลางระดับล่างที่ใช้ยุทธศาสตร์ประชานิยมทางการเมืองเพื่อระดมมวลชนและเป็นฐานคะแนนนิยมแต่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด หรือ เลือกแนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ดังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น 8 ปีในบราซิลในสมัยประธานาธิบดี Lula สะท้อนให้เห็นว่าในโลกาภิวัตน์ความสำคัญของตลาดการค้าตลาดทุนของโลกมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้ต้องอยู่กับร่องกับรอย รัฐบาลจะดำเนินนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจที่ไร้ความรับผิดชอบและนำมาซึ่งความหายนะแก่ประเทศในระยะยาวเหมือนสมัยนายพลเปรองใช้กับอาร์เจนติน่าเมื่อทศวรรษ 40 และ 50 ไม่ได้อีกแล้ว
ทุกวันนี้ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกา ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในวิธีการพัฒนาประเทศในอดีตได้เรียนรู้และรับรู้บทเรียนที่สำคัญว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนั้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหาภาคเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ประเทศที่เคยมีปัญหารุนแรงเช่น ชิลี เม็กซิโก บราซิล เปลี่ยนไปอย่างมากแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ อาร์เจนติน่ายังลุ่มๆ ดอนๆ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ประเทศเหล่านี้เคยมีหนี้ต่างประเทศสูงไม่เคยมีวินัยทางการเงินและการคลัง ฐานะทางการคลังขาดดุลอย่างมากและเรื้อรังทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงต่อเนื่องกันยาวเป็นทศวรรษ บั่นทอนความสามารถในการออมและการลงทุนรวมทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ
แต่ทุกวันนี้พันธบัตรรัฐบาลของประเทศอย่างชิลีและเม็กซิโกได้รับการจัดอันดับเป็น Investment grade อัตราดอกเบี้ยจ่ายไม่สูงกว่า พันธบัตรรัฐบาลกลางสหรัฐมากนัก ประเทศบราซิลในช่วง 8 ปีสมัยประธานาธิบดี Lula ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลฝ่ายซ้ายกลายเป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงหรือค่อนข้างอนุรักษนิยมต่างกับเมื่อ 20 ปีก่อนแบบ 180 องศา เช่น สมัย Cardoso ก่อนหน้ามีการออกกฎหมาย “ความรับผิดชอบทางคลัง” จำกัดการใช้จ่ายของมลรัฐมีการกำหนดฐานะการคลังที่เป็น primary surplus ไว้สูงหรือใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อลดภาวะเงินเฟ้อ ทั้งหมดนี้แม้ต้องแลกกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงสร้างนโยบายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคแรงงานที่เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง
ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีตหลังจากได้ลองผิดลองถูกมานาน ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์สุดขั้ว เช่น ความเชื่อในอดีตว่าภูมิภาคตัวเองเป็นประเทศชายขอบข่ายแต่สินค้าเกษตรต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม ถ้าอยู่กับทุนนิยมโลกภายใต้โครงสร้างภายในประเทศที่มีปัญหาอ่อนแอก็ยากที่จะมีความเป็นเอกราชทางเศรษฐกิจ มีแต่จะถูกเอาเปรียบขูดรีด ด้วยความเชื่อเช่นนี้เมื่อต้องพัฒนาอุตสาหกรรมก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันผลิตภาพและประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเพราะเน้นการพึ่งพาตัวเองมากเกินไป เมื่ออุตสาหกรรมไม่มีประสิทธิภาพประเทศก็มีโครงสร้างการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถออมได้ ต้องโตได้ด้วยการพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศซึ่งมีแต่ความหายนะ เพราะขีดความสามารถในการหารายได้จากการส่งออกต่ำ ความคิดเรื่องทฤษฎีพึ่งพาถ้าใช้ให้เป็นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตัวอย่างเช่น เอเชียตะวันออกที่พึ่งตัวเองด้วยการออมค่อนข้างมากและแข่งขันในตลาดโลกได้
อดีตนักสังคมวิทยาสายมาร์กซิส เช่น Cardoso ที่เคยเขียนและศรัทธาในทฤษฎี dependency เมื่อได้มาเป็นประธานาธิบดีของบราซิลถึงสองสมัยเมื่อกลางทศวรรษ 90 ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงโดยมีความเป็นนักปฏิบัตินิยมมากขึ้นผสมเศรษฐกิจที่มีรัฐและตลาดและโลก แต่ก็ให้ความสำคัญกับนโยบายสังคมเช่นกัน (แม้ว่านโยบายด้านสังคมประธานาธิบดี Lula จะมีผลงานมากกว่า) ประธานาธิบดี Cardoso และผู้นำละตินอเมริกาอื่นๆ เรียนรู้จากเอเชียตะวันออกรุ่นแรกและต่อมาโดยเฉพาะจีนว่า การแข่งขันกับประชาคมโลกเป็นเครื่องวัดความพร้อมและขีดความสามารถของสถาบันและตัวละครหลักๆ ในประเทศของตน
ประเทศเหล่านี้ปฏิรูปอย่างไรและทำไมถึงปฏิรูป ในช่วงที่ประเทศกำลังหายนะ
มีความเชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่คนส่วนมากต้องเสียสละและเจ็บปวดนั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกลุ่มผลประโยชน์มากมาย การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากรัฐบาลเผด็จการหรืออำนาจนิยมที่มีความเด็ดขาดเท่านั้น กรณีของลาตินอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษ 80 ดูเหมือนจะหักล้างความเชื่อข้างต้น แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์เลวร้ายมาก ภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับประเภท hyperinflation คือเริ่มต้นเฉลี่ยสูงกว่าปีละ 50 ถีบขึ้นไปถึงระดับ 1,000 เปอร์เซ็นต์ก็มี ประเทศไม่สามารถชำระหนี้ และอยู่ในภาวะล้มละลาย ภาวการณ์ว่างงานสูง เศรษฐกิจโตในอัตราติดลบ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นประสิทธิภาพและการแข่งขัน การแปรรูปหรือขายกิจการของรัฐบาลต้องลดความคุ้มครองให้กับผู้ได้อภิสิทธิ์หรือเงินอุดหนุนจากรัฐ การรัดเข็มขัดทางการคลังย่อมหมายถึง ภาระภาษีที่สูงขึ้นและการใช้จ่ายที่ลดลงผู้คนเดือดร้อน การปฏิรูปโดยกลไกตลาดและเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือการใช้นโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดย่อมมีผลต่อคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะคัดค้านการปฏิรูปในลักษณะเช่นนี้
แต่ทำไมการปฏิรูปโดยใช้ยาแรงกลับทำได้จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง Prospect theory ของ Khanemann & Tversky อธิบายการยอมรับของประชาชนกับปรากฏการณ์ข้างต้นนี้ว่า ในสถานการณ์หายนะกำลังมาเยือน คนทั่วไปจะมีลักษณะค่อนข้างอนุรักษ์เลี่ยงความเสี่ยง คือมี risk aversion คนส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสำคัญกับผลได้หรือกำไรถ้ามีอะไรที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น คือจะพอใจกับการดำรงอยู่ของสถานภาพเดิม แต่จะระมัดระวังยอมรับไม่ได้กับการสูญเสียหรือความเสียหายคือจะให้ความสำคัญกับมันมากและพร้อมจะเสี่ยงกับมัน มีพฤติกรรมเป็น risk lover ถ้ามีข้อเสนอ เช่น นโยบายที่อาจพลิกสถานการณ์
ในกรณีของละตินอเมริกาเมื่อ เกิด hyperinflation พ่วงมากับการว่างงานที่สูง ประเทศมีโอกาสล้มละลาย ทรัพย์สินของประชาชนสูญหาย คนจะค่อนข้างยอมรับไม่ได้กับการสูญเสียหรือหายนะและมีพฤติกรรมที่พร้อมจะเสี่ยง สิ่งที่ต้องเผชิญอาจจะดูเป็นยาแรงแต่จะป้องกันความเสียหาย คนประเภทนี้กล้าที่จะเสี่ยงและรับนโยบายประเภทนี้ได้ นี่คือสาเหตุที่ทำไมนโยบายยาแรงที่มาจากประธานาธิบดี Menem (อาร์เจนตินา ค.ศ.1989-99) หรือ Fujimori (เปรู ค.ศ.1990-2000) หรือ ในกรณีของบราซิล (ประธานาธิบดี Mellor ค.ศ.1990-92 หรือสมัย Cardoso ค.ศ.1995-2002) ได้รับการยอมรับมากกว่ากรณีของ เวเนซูเอล่า ที่มีคนต่อต้านไม่ยอมรับมากเพราะเวเนซูเอล่ามีน้ำมันและเงินเฟ้อรุนแรงน้อยกว่า ทั้งสองประธานาธิบดี Menem และFujimori ได้รับการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 แม้ก่อนหน้าจะมีการปฏิรูปโดยให้ช็อกสะเทือนขนาดใหญ่เมื่อวิกฤติใหญ่เริ่มผ่อนคลายคนไม่อยากเสี่ยงกับผู้นำใหม่ เป็นต้น
บทเรียนที่สำคัญ สำหรับประเทศไทยน่าจะเป็นข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือนโยบายประชานิยม ก็คือว่า คุณอาจจะต้องรอให้ประเทศอ่อนแอถึงจุดต่ำสุดแล้วคุณถึงต้องการพรรคหรือผู้นำการเมืองใหม่ แล้วยอมรับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเจ็บปวดสักปานใด ตาม prospect theory









