แม้เราจะรู้ทั้งรู้ว่าการศึกษาของเรานั้น กำลังประสบกับปัญหาขั้นวิกฤติ แต่ก็ดูเหมือนคนไทยในวันนี้พร้อมจะ "เว้นวรรค"
ปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ ยืดเยื้อต่อไป เพราะดูทุกคนจะทุ่มความสนใจไปเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองไปเสียหมด
ตัวอย่างที่ผมเคยหยิบยกมาใน "ไอทีไร้พรมแดน" ถึงความสำเร็จของหลายๆ ประเทศในการปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นการดึงความสามารถของเด็กแต่ละคนให้เขาได้พัฒนาไปในแนวทางที่เหมาะสมอย่างเต็มที่ แทนที่จะคิดสอนเด็กให้เหมือนๆ กัน และวัดผลเด็กทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งๆ ที่เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก
จุดเริ่มต้นของการสอนจึงน่าจะเป็นการเสาะแสวงหาบุคลิกหรือจุดเด่นของเด็กแต่ละคนเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับเขา แล้วใช้จุดเด่นเหล่านั้นผลักดันให้เขาพัฒนาไปในจุดที่จะใช้ศักยภาพในตัวเขาได้อย่างเต็มที่
หากทำได้เราก็จะได้เติมเต็มศักยภาพให้กับเด็กแต่ละคนในแนวทางที่หลากหลาย แทนที่จะทุ่มสอนเด็กไปในแนวเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าเนื้อหาเหล่านั้นเหมาะกับเด็กแต่ละคนหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราก็ทำได้เพียงแยะแยะเด็กเก่งวิชาการออกมาจากเด็กทั่วๆ ไปเท่านั้น
เทคโนโลยีทางการศึกษาอื่นๆ จึงเป็นเพียงแค่ตัวช่วย เช่น แทบเล็ตคอมพิวเตอร์ หรือสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ ที่จะเป็นตัวเชื่อมเนื้อหาวิชาที่เหมาะสมกับโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาจะต้องเจอในอนาคต ซึ่งนี่คือทิศทางของการปฏิรูปการศึกษาที่หลายๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจอยู่
สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ต้องพบเจอในอนาคตไม่ได้มีเพียงเนื้อหาวิชาการที่ผู้ใหญ่ในวันนี้พยายามยัดเยียดให้เด็กจนอาจจะมากเกินความจำเป็น แต่ยังมีเนื้อหาอีกมากที่เขาต้องเรียนรู้ในอนาคตโดยเฉพาะความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ก็ต้องเป็นสิ่งที่เขาต้องปรับตัวให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
เช่นเดียวกับทัศนคติและความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในวันนี้ก็ล้วนถูกบ่มเพาะมาจากวัยเด็กเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว จนกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ที่มีมาตรฐานในการคิดวิเคราะห์และรับผิดชอบจากสิ่งที่ครูสั่งสอนมาในอดีต แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้เตรียมรับมือกับความแตกต่างทางความคิดจนกลายเป็นความขัดแย้งที่นำมาซึ่งการปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรง เพราะสิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยเป็นปัญหามาก่อน ครูบาอาจารย์ในยุคก่อนจึงไม่เคยสอนวิธีให้เราประนีประนอมกับความคิดเห็นที่แตกต่างและยอมรับฟังความเหมือนที่แตกต่างกัน
น่าแปลกใจที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มุ่งเน้นการใช้คนเป็นศูนย์กลางมาหลายสิบปีแล้ว แต่เรากลับไม่เคยชินกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่มีความแตกต่างทางความคิด แล้วหาทางใช้ความแตกต่างนั้นสร้างเป็นมิติในการพัฒนาประเทศ ที่จะทำให้เรามองรอบด้านได้กว้างไกลยิ่งขึ้น
กลายเป็นว่าเราใช้เวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาไปกับการสร้างเด็กที่เหมือนๆ กันในด้านวิชาการ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน สุดท้ายเราก็จะได้เด็กที่มีความได้เปรียบต่างกันมากมายในด้านสติปัญญา จนต้องมีการเรียนพิเศษและต้องสอบแข่งขันกันมากมายจนแทบจะไม่มีเวลาพัฒนาทักษะที่จำเป็นด้านอื่นๆ เลย
การสานต่อความคิดและนโยบายที่จำเป็นเพื่อการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องทำอย่างเร่งด่วนและไม่ต้องหยุดรอให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้หมดไปเสียก่อน








