ขณะที่เขียนอยู่นี้ ยังไม่ทราบผลการพบปะ ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ที่มีนัดหมายกันบ่าย 2 โมง เมื่อวานนี้
ผลจะออกมาอย่างไร ผมไม่คิดว่าจะเป็นสูตรแก้วิกฤติของประเทศชาติยามนี้ได้
การเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดของการเมืองลดน้อยลง เพราะว่าคู่กรณีของรัฐบาลขณะนี้มีมากกว่าหนึ่ง
และ กกต. เป็นเพียงหนึ่งในตัวละครที่รัฐบาลรักษาการจะต้องทำความเข้าใจ และต้องเคารพบทบาทของกันและกันอย่างจริงจัง จึงจะหลีกเลี่ยงวิกฤติของการหย่อนบัตรเลือกตั้งได้
คู่กรณีของรัฐบาล ยังมี กปปส. อีกด้านหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมพูดจาหาทางออกให้กับบ้านเมืองเลย
ฝ่าย กปปส. ยืนยันว่าไม่เจรจากับรัฐบาล ต้องให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกสถานเดียว ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนกรานว่าการประท้วงต้องสลายตัว และยังใช้พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน เพื่อจะกดดันข่มขู่ให้ยุติการชุมนุม
ตั้งข้อกล่าวหากบฏ, ขีดเส้นตาย 72 ชั่วโมง, สั่งให้ดาราที่ไปชุมนุมมารายงานตัว, และออกข่าวว่าได้ส่งคำเตือนไปยังธุรกิจ 30 แห่ง ที่เชื่อว่าเป็น “น้ำเลี้ยง” ของผู้ชุมนุม, และข่มขู่สื่อมวลชนอีกด้วย
ทั้งสองฝ่ายปักหลักในจุดของตัวเอง เพราะเชื่อว่าตนจะได้ “ชัยชนะ” ซึ่งหากนำไปสู่ความรุนแรงและความวุ่นวาย ย่อมหมายถึง “ความพ่ายแพ้” ของประเทศชาติ
คู่กรณีอีกด้านหนึ่งของรัฐบาล คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง และยืนอยู่คนละฝั่งในความขัดแย้งนี้มาตลอด ทั้งสองพรรคใหญ่ไม่เปิดทางพูดจากัน ไม่หาทางที่จะให้กลับไปสู่การเลือกตั้งอย่างปกติ และต่างฝ่ายต่างอ้างว่า “มวลชน” คนละข้างนั้นเป็นการก่อขึ้นของอีกพรรคหนึ่ง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง
คู่กรณีที่ไม่เป็นทางการของรัฐบาล แต่ดูเหมือนว่าจะมีความห่างเหินกันมากขึ้นทุกวัน ก็คือ กองทัพ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” เพราะจะเป็นการโยนบาปมาให้กับทหารอีกครั้งหนึ่ง แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รัฐบาลก็เดินหน้าประกาศพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน “อย่างร้ายแรง” เพื่อมีอำนาจในการเผชิญหน้ากับทุกฝ่ายที่ไม่อยู่ข้างตนเอง
กองทัพถูกกดดันทั้งจากด้านผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่ได้ประกาศว่าหากเกิดความวุ่นวายและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบ้านเมือง รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่ฝ่าย กปปส. ก็เรียกร้องให้ทหารออกมา “ปกป้องประชาชน” ที่กำลังถูกฝ่ายรัฐบาลข่มขู่กดดันหนักหน่วงขึ้น อีกทั้งผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งก็ถูกสังหารและทำร้ายร่างกาย
รัฐบาลใช้ตำรวจแทนทหารในการดำเนินการตามอำนาจภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งยิ่งทำให้ความตึงเครียดสูงขึ้นเพราะความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในตำรวจ ของมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีอยู่กว้างขวางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ดังนั้น การเลื่อนหรือไม่เลื่อนวันเลือกตั้งก็ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา
หากยังยืนยันจะหย่อนบัตรเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ก็เชื่อได้ว่าจะต้องเกิดการประท้วงและอาจจะมีการไปปิดล้อมคูหาเลือกตั้งเหมือนวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีการปะทะของประชาชนสองฝ่าย มีทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต
หากตกลงกันได้ ระหว่าง กกต. กับรัฐบาลว่าจะเลื่อนวันเลือกตั้ง ก็คงเลื่อนได้ไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน มิอาจจะมีเวลาเพียงพอสำหรับการที่จะเปิดให้มีกระบวนการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งอย่างที่หลายฝ่ายเรียกร้องได้
การประท้วงก็ยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ หรือเลื่อนไปอีกสองสามเดือน เพราะว่า กปปส. ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจาเรื่องวันเลือกตั้ง
หากรัฐบาลมองว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงจะกี่ล้านก็ตาม ก็จะอ้าง “ความชอบธรรม” ทางการเมือง และแม้ว่าจะมีปัญหามากในการเรียกประชุมรัฐสภาและตั้งรัฐบาล เพราะได้ ส.ส. ไม่ครบ แต่ก็เป็นไปได้ว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้ง ก็จะ “ลุย” สลายการชุมนุม โดยอ้างความชอบธรรมทางกฎหมาย
นั่นหมายถึง การเสี่ยงกับความรุนแรงทั้งในวันเลือกตั้งและหลังวันเลือกตั้ง...อย่างน่ากลัวยิ่ง
แนวทางการ “ตายเอาดาบหน้า” อย่างที่รัฐบาลดูเหมือนว่าจะกำลังใช้เป็นกลยุทธ์ในขณะนี้ จึงมีความสุ่มเสี่ยงสูงยิ่ง กับการผลักให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง
แต่หากว่า การตัดสินเลื่อนการเลือกตั้งหมายถึงความพร้อมของรัฐบาล ที่จะยื่นมาพูดจากับ “คู่กรณี” ทุกฝ่ายเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง และหาทางออกร่วมกัน ทำการปฏิรูปอย่างจริงจัง ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นั่นย่อมจะหลีกเลี่ยงการเป็น “มือเปื้อนเลือด” ของผู้กุมอำนาจได้
การตัดสินใจ “ตายเอาดาบหน้า” ไม่ควรจะเป็นทางเลือกทางการเมือง ของผู้รับผิดชอบบ้านเมือง...เป็นอันขาด









