ศูนย์เอราวัณได้สรุปยอดผู้ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด 571 คน และเสียชีวิต 10 ราย
โดยเป็นตัวเลขนับตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุม คัดค้านราชพระราชกำหนดนิรโทษกรรม เมื่อปลายเดือนต.ค. 2556 ซึ่งจนถึงเวลานี้นับเป็นเวลา 3 เดือนที่มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมีด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งกลุ่มคนที่เห็นต่างจากกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
จากตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บล้มตายจากความขัดแย้งในครั้งนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งและหาทางออกไม่ได้ ทั้งๆ ที่ฝ่ายผู้ชุมนุมได้ประกาศว่าจะชุมนุมโดยสันติและรัฐบาลเองก็ยืนยันว่าตลอดเวลาว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้ชุมนุม แต่ในที่สุดแล้ว ตัวเลขคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มมากขึ้นนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่จะมีระดับความรุนแรงขยายวงกว้างแค่ไหนเท่านั้น และเมื่อติดตามสถานการณ์จะเห็นว่ามีแนวโน้มบ่อยครั้งขึ้นตามระดับความขัดแย้ง
จากท่าทีของเจ้าหน้าที่ คือ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ที่ยังมุ่งมั่นใช้มาตรการทางการกฎหมายและดำเนินการหลายด้าน อาทิ การขอคืนพื้นที่ราชการบางส่วนจากกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งท่าทีของผู้รับผิดชอบที่ดูแข็งกร้าวมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก แต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เพราะหาไม่แล้ว รัฐบาลก็จะมีปัญหาในเรื่องความชอบธรรมหลายอย่างในดูแลความสงบของประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้
ไม่เพียงแต่ท่าทีของศรส.เท่านั้น หากติดตามอารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ยังเดินหน้าปิดส่วนราชการในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ก็จะเห็นว่ามีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ไม่น้อย และได้ประกาศตอบโต้ประกาศต่างๆ ของศรส. ซึ่งเท่ากับว่ากปปส.พร้อมที่จะเผชิญหน้าเช่นเดียวกัน และยิ่งแกนนำกปปส.มีท่าทีไม่ยอมลดข้อเสนอที่ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อารมณ์ร่วมของผู้คนที่เข้าร่วมการชุมนุมก็ยิ่งมากขึ้นตามลำดับ และหากท่าทีของแต่ละฝ่ายเป็นเช่นนี้ต่อไป การเผชิญหน้าก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงที่ผ่านมา เราเกิดความวิตกไม่น้อยว่าจะเกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นอีกมาก หากทุกฝ่ายมีท่าทีพร้อมเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน เพราะอย่าลืมว่าความสูญเสียที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ภาครัฐในฐานะผู้ถือกฎหมายรวมทั้งอาวุธในมือไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่หากในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นก็ยิ่งยากประเมินว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเรายังมีความเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะมีความรอบคอบในสถานการณ์เช่นนี้
เราเห็นว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงยิ่งกว่าในวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปทั่วประเทศ ดังนั้น เราไม่รู้ว่าขณะนี้พอมีทางออกอื่นใดให้เลือกกันหรือไม่ เพราะเท่าที่ติดตามดูขณะนี้จะเห็นว่าแต่ละฝ่ายยังยืนอยู่ในจุดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากทุกฝ่ายยังเดินหน้าเช่นนี้ เราเชื่อว่าจะเกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้น และเมื่อทุกอย่างผ่านไป เราอาจกลับมานั่งคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตและเกิดคำถามในใจว่าคนไทยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร









