วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่ายใต้โต๊ะ 25-35% บ้านเมืองอยู่ได้อย่างไร?

แนวโน้มพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง ในแวดวงการเมืองและราชการเมืองไทย ยิ่งวันยิ่งเสื่อมทรุด

แม้จะมีการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันกันอย่างคึกคัก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุดตัวเลขจากการสำรวจบอกว่าเงิน “ใต้โต๊ะ” ที่ต้องจ่ายให้แก่ข้าราชการและนักการเมืองเพิ่มขึ้นไปถึง 25-35%

และในบางกรณีกำลังจะเพิ่มเป็น 50%

เห็นข่าวอย่างนี้ อุทานได้ประโยคเดียวว่า “บ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร?” หรือ “ใครปกครองประเทศนี้อยู่?”

คุณธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ประจำเดือน ธ.ค. 56 อยู่ในระดับ 39 ลดลงจากผลสำรวจในเดือน มิ.ย. 56 ที่อยู่ในระดับ 41 ซึ่งเป็นสถานการณ์คอร์รัปชันจากระดับปานกลางในช่วงกลางปีมาเป็นในระดับที่รุนแรงในช่วงปลายปี

โดยในปี 56 ผู้ประกอบการประมาณการว่ามูลค่าการทุจริตคอร์รัปชันเฉลี่ยที่ 25-35% ของงบประมาณทั้งหมดหรือคิดเป็นมูลค่าคอร์รัปชัน 235,652 - 329,912 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 20,000 -30,000 ล้านบาท

สำหรับเกณฑ์ค่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยหากคะแนนอยู่ระดับ 0 จะมีความรุนแรงมากที่สุด, 1-20 คะแนน จะรุนแรงมาก, 21-40 คะแนน จะอยู่ในขั้นรุนแรง, 41-60 คะแนน จะอยู่ในขั้นปานกลาง, 61-80 คะแนนจะอยู่ในขั้นรุนแรงน้อย, 81-99 คะแนนจะอยู่ในขั้นรุนแรงน้อยที่สุด และ 100 คะแนน อยู่ในขั้นไม่มีการคอร์รัปชันเลย

“จากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ(ใต้โต๊ะ) แก่ข้าราชการ นักการเมืองเพื่อให้ได้สัญญาในสัดส่วนถึง 75% ส่วนใหญ่จะเป็นมูลค่า 25-35% ของงบประมาณโครงการต่างๆ ซึ่งจากการประเมินวงเงินคอร์รัปชันจากงบประมาณรายจ่ายค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ จากงบประมาณปี 56 รวม 2.4 ล้านล้านบาท”

สำหรับโครงการใหญ่ๆ ที่จะมีการคอร์รัปชันเช่น โครงการของหน่วยงานท้องถิ่นส่วนใหญ่จะรับเงินใต้โต๊ะมากกว่า 45% และบางพื้นที่มีการรับเงินใต้โต๊ะถึง 50% โดยเฉพาะในภาคเหนือ, โครงการรับจำนำข้าวส่วนใหญ่จะมีการคอร์รัปชัน 26-30%, โครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะมีอยู่ที่ 21-25% และ โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ26-30%

ส่วนรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด อันดับหนึ่งเป็นการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก รองลงมาเป็นการให้สินบนของกำนัล หรือรางวัลต่างๆ, การทุจริตเชิงนโยบายโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, การเอื้อประโยชน์แก่ญาติพรรคพวก, การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในภายหลัง, ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว, การฮั้วประมูล, การวิ่งเต้นขอตำแหน่งและการโยกย้าย, การทำลายระบบการตรวจสอบและความเป็นอิสระขององค์กร เป็นต้น

ในแง่ยุทธศาสตร์การต่อต้านการทุจริตนั้น ผู้ถูกสำรวจบอกว่าควรเน้นปลูกจิตสำนึกให้แก่ข้าราชการนักการเมือง ประชาชนและเยาวชน พร้อมทั้งให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างหนักและรุนแรงขึ้นเช่น ออกจากราชการ ยึดทรัพย์ จำคุกตลอดชีวิต ประหารชีวิต เป็นต้น

สำหรับความเชื่อมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันองค์กรต่างๆ นั้นพบว่าความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลได้คะแนน 3.64 คะแนน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับหน่วยงานต่างๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้คะแนน 4.6, สมาคมของภาคธุรกิจต่างๆ 5.08 คะแนน, สื่อมวลชน 5.49* คะแนน, ผู้ประกอบการ 5.07 คะแนน และภาคประชาชน 5.64 คะแนน แสดงให้เห็นว่าสังคมมีความเชื่อมั่นภาคประชาชน ในการปฏิรูปการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด

คุณธนวรรธน์ กล่าวว่า จากผลการจัดอันดับดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของโลก ประจำปี 56 รวม 177 ประเทศ พบว่า ประเทศไทย อยู่อันดับ 102 เพิ่มขึ้นจากปี 55 ที่อยู่อันดับ 88 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันของไทยแย่ลง

ส่วนในปี 57 ยังมองว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไทยจะยังไม่ดีขึ้น แต่กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้สังคมมีความตื่นตัวในการต่อต้านเรื่องนี้มากขึ้น

สรุปจากรายงานนี้ก็ต้องเร่งการ “ปฏิรูปประเทศ” อย่างจริงจังและต้องสร้างเครือข่ายประชาชนในเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ ไม่ว่าผลการต่อต้านของ “มวลมหาประชาชน” วันนี้จะออกมาในรูปใดก็ตาม

เพราะวิกฤติการเมืองวันนี้ สาเหตุมาจากพฤติกรรมฉ้อฉลของนักการเมืองและข้าราชการทั้งสิ้น