ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลตามไล่ล่า ฟ้องแกนนำของฝ่ายประท้วง ผ่านกรมคดีพิเศษหรือ DSI ทั้งระดับนำและรอง
ฝ่ายหัวหน้า กปปส. ก็ขู่จะจับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
เป็นกลเกมการเมืองของฝ่ายรุกและตั้งรับเพื่อเอาชนะคะคาน
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกว่า “ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง” แต่ก็ไม่ยอมลาออกตามคำเรียกร้องของฝ่ายประท้วง ที่ต้องการให้มีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
ขณะที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยืนยันว่าจะไม่เจรจา, ไม่ต่อรอง, ไม่ประนีประนอมแม้ว่าแนวทาง การต่อสู้แบบ “อหิงสา” นั้นจะต้องหาทางออกที่สันติและปรองดอง
แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องการหาทางออกจากเส้นทางตีบตัน อันเกิดจากการเผชิญหน้าและเท่าทันแข็งกร้าวของทั้งสองฝ่าย
“เสียงของเหตุและผล” ของผู้นำเสนอทางออก “ที่เป็นไปได้” สำหรับประเทศชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญในการนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติ
ข้าราชการทุกคนกินเงินเดือนประชาชน เป็น “ลูกจ้าง” ผู้เสียภาษีและเป็น “ผู้รักชาติ” ที่ต้องการจะแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ให้ต้องล่มสลาย จึงมีหน้าที่จะต้องแสดงจุดยืนในการรับใช้บ้านเมือง ด้วยการแสดงความกล้าหาญที่จะทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เป็นตัวอย่างของข้าราชการที่สำนึกในหน้าที่ต่อประชาชน และแสดงจุดยืนไม่ยอมรับนักการเมืองที่ติดยึดกับอำนาจ นอกจากจะไม่หาทางออกให้สังคมแล้ว ก็ยังกระชากลากถูประเทศชาติเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างน่ากลัวอีกด้วย
นักวิชาการหลายสำนักที่ไม่เห็นพ้องต้องกันในรายละเอียดหลายประเด็น ก็ยังได้แสดงออกถึงความพร้อมที่จะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” เพื่อหาทางออกให้ประเทศชาติ ไม่เอา “อัตตา” แห่งตนเป็นหลักในการหาทางออกให้ประเทศชาติ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอออกมาเสนอทางออกที่น่าสนใจด้วยเหตุผลที่ว่า การมุ่งเดินหน้าเพื่อจัดการเลือกตั้งให้ได้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเกิดผลลัพธ์อะไรตามมาก็ตาม น่าจะทำให้เกิดปัญหา แม้จะเห็นประเด็นอีกด้านหนึ่งว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไป อาจจะเปิดช่องให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง และทำลายกติกาประชาธิปไตยก็ตาม
ดร.สมเกียรติเสนอว่าการเลื่อนการเลือกตั้ง ต้องมีความเห็นพ้องของพรรคการเมืองทั้งหลาย เพื่อให้กลับมาสู่กระบวนการเลือกตั้ง และต้องไม่เลื่อนนานเกิน 4-5 เดือน และระหว่างนี้รัฐบาลโดยความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ควรจะต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง
เมื่อวันอังคาร ปลัดกระทรวงยุติธรรม กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ก็มีความเห็นน่าไตร่ตรองผ่านเฟซบุ๊คของท่านว่าการเลือกตั้งโดยไม่ได้จัดการกับความขัดแย้ง นอกจากจะไม่ใช่แนวทางปรองดองแล้ว ยังนำมาสู่ความแตกแยกมากขึ้น
คุณกิตติพงษ์เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ออกไปเพื่อหารือกรอบที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่นำไปสู่การปฏิรูป
ข้อเสนอของท่านตรงกับแนวคิดของหลายคนที่ไม่จำเป็นต้องฝักใฝ่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้าน นั่นคือ การเลื่อนการเลือกตั้งต้องนำมาสู่ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายจะเข้าร่วมหารือกันใน “เวทีกลาง” ซึ่งหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. พรรคเพื่อไทย รัฐบาล นปช. พรรคการเมืองอื่น ๆ ผู้เกี่ยวข้องที่เหมาะสมเช่น กลุ่มเครือข่ายปฏิรูป ตัวแทนภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ
ซึ่งอาจจะนำไปสู่การจัดตั้ง “คณะทำงาน” มีหน้าที่ทำ Road Map ที่ชัดเจนเรื่องปฏิรูป
หากเดินตามแนวทางนี้ ก็ต้องสร้างหลักประกันให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมการเลือกตั้ง และ กปปส. ยอมยุติการรวมพลังชั่วคราว และ “เวทีกลาง” นี้อาจจะมี กกต. เป็นเจ้าภาพ
ถามว่าการเลือกตั้งเลื่อนได้หรือไม่? ท่านปลัดยุติธรรมบอกว่าทำได้ ในอดีตเคยมีการนำพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ขึ้นกราบบังคมทูลฯมาแล้ว และรัฐธรรมนูญมาตรา 214 กำหนดทางออกไว้ในกรณีมี “ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่” โดยให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
คุณกิตติพงษ์เห็นว่า วันเลือกตั้งใหม่ควรจะอยู่ในกรอบเวลา 90-180 วันนับจากกำหนดวันเลือกตั้งเดิม
แล้วรัฐบาลรักษาการมีบทบาทอย่างไร? ท่านปลัดฯบอกว่า “สถานะของรัฐบาลรักษาการก่อนการเลือกตั้งนั้น ต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อลดความไม่ไว้วางใจ หากสามารถโอนอ่อนได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดี”
หลายข้อเสนอจากบุคคลที่น่าเชื่อได้ว่าไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดคือ “เสียงของเหตุและผล” ท่ามกลางความพลุ่งพล่านของอารมณ์และหมกมุ่นกับอำนาจนั้นเป็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำที่คนไทยที่ถามหา “ทางออกของบ้านเมือง” ควรจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อทำให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติในเร็ววันด้วย








