ข่าวบอกว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งการให้ รองนายกฯ พงศ์เทพ เทพกาญจนา เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่
ในวันเดียวกัน คุณพงศ์เทพ ทำหนังสือเชิญ 70 ตัวแทนมาหารือเรื่องนี้ หลังจากที่คนสำคัญของรัฐบาลยืนยันอย่างมั่นเหมาะมาหลายสัปดาห์ว่า ยังไงๆ วันเลือกตั้งก็เลื่อนไม่ได้
แต่ในวัน Bangkok Shutdown นั่นเอง นายกฯ กับ รองนายกฯ กลับเห็นว่าต้องเชิญคนจำนวนมากมาปรึกษาหารือ เหมือนจะยอมถอยก้าวเล็กๆ หนึ่งก้าว
แต่ก็เข้าข่าย “ช้าไป, น้อยไป” (Too little, too late) ที่กลายเป็นรูปแบบการทำงานของรัฐบาลไปอีกกรณีหนึ่ง
ความจริง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำหนังสือไปถึงนายกฯ ให้พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอีกประมาณ 3 เดือน เพราะว่าพิจารณาแล้วว่ามีอุปสรรคมากมายหลายด้าน ที่หากเดินหน้าเลือกตั้งตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ก็อาจจะเรียกประชุมสภาไม่ได้ ตั้ง นายกฯ และรัฐบาลไม่ได้ด้วยซ้ำไป
ที่แปลกก็คือว่า แทนที่ นายกฯ จะเชิญประธาน กกต. มาปรึกษาหารือตามเหตุผลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งห้าวิเคราะห์และนำเสนอ แต่กลับให้ รองนายกฯ เชิญคนจาก 70 แห่ง มาปรึกษาหารือ รวมไปถึงพรรคการเมืองทุกพรรค ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการ กปปส. และ ประธาน นปช.
เห็นรายชื่อนี้แล้ว ก็บอกได้ล่วงหน้าเลยว่า งานนี้ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่ต่างอะไรกับที่ประกาศตั้ง “สภาปฏิรูปประเทศไทย” ที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ปรากฏโฉมหน้าออกมา เพราะเป็นการแสดงออกที่ไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจแต่อย่างไร และกว่าจะออกวิ่งได้ เหตุการณ์ก็ล้ำหน้าไปหลายขุมแล้ว
เหมือนเข้าตาจนแล้วจึงยอมถอย แต่ก็ช้าเกินกว่าที่จะแก้สถานการณ์ได้ทุกครั้งไป
นับย้อนไปเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญและการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” ก็มีลีลาท่าทีทำนองเดียวกันหมด
เพราะความชะล่าใจ นึกว่าตนสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่พอเจอกับแรงต้านจากประชาชนที่ไม่ยอมรับการใช้วิธีการหยาบๆ เช่นนั้น ก็ต้องถอยกรูดอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้
ที่เข้าใจได้ยาก ก็คือ ท่าทีของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ที่ชนกับองค์กรอิสระเกือบทุกองค์กร ที่พยายามจะทำหน้าที่ของตนตามกฎกติกาที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
หลายวันที่ผ่านมา คนของรัฐบาลออกมาปะทะกับ กกต. ถึงขั้นที่บอกว่าถ้าไม่อยากทำหน้าที่ก็ให้ลาออกไปเสีย ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็รู้ว่าหาก กกต. ลาออก จะยิ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับกระบวนการเลือกตั้ง
ทันทีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการหารือเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง เลขาธิการ กปปส. สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ประกาศว่าจะไม่ต่อรองหรือเจรจาใดๆ กับรัฐบาล เพราะมีข้อเรียกร้องประการเดียว คือ นายกฯ ต้องลาออก
วิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ เกิดจากฝั่งรัฐบาลประเมิน “พลังมวลมหาประชาชน” ผิด ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการมองทุกอย่างเป็นการเมืองระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความไม่พอใจใน “ระบอบทักษิณ” อย่างมาก มาโดยตลอดเวลาหลายปี และเมื่อมีการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” ก็เท่ากับเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” สำหรับเจ้าของประเทศที่ไม่ยอมอยู่ใต้กฎกติกา ที่เอื้อต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องได้อีกต่อไป
การเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” ถูกฝ่ายรัฐบาลมองว่า เป็นเพียงกลเม็ดทางการเมืองของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไม่ได้สำนึกว่านี่คือเจตนารมณ์ที่เข้มข้นของประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลเป็นจำนวนมากกว่าทุกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
คนออกมามากมายขนาดนี้ ต่อเนื่องขณะนี้ อดทนขนาดนี้ ทักษิณยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ใช้วิจารณญาณของตน เพื่อให้ประเทศชาติออกจากวิกฤตินี้...ก็เกินเลยความเข้าใจของวิญญูชนแล้ว









