เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศใช้มาตรการให้ยานพาหนะแสดงตนในเขตป้องกันทางอากาศ (Air Defense Identification Zone - ADIZ)
ในทะเลตะวันออก (East Sea) ของจีน ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างมากจากหลายประเทศ
บังเอิญผมได้มีโอกาสไปฟังนักวิชาการของอินเดียแสดงความเห็นในเวทีวิชาการเมื่อเร็วๆ นี้ และเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาถ่ายทอดแก่ท่านผู้อ่านอีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้ แนวความคิดเห็นในวันนั้นเป็นเรื่องของนักวิชาการที่ไม่ได้สะท้อนท่าทีหรือนโยบายของรัฐบาลใดๆ
มาตรการ ADIZ นี้มิใช่เป็นเรื่องใหม่ สหรัฐฯ เริ่มใช้มาก่อนแล้วตั้งแต่ในช่วงสงครามเย็นปี ค.ศ. 1950 ต่อมาในระหว่างสงครามเกาหลีก็ได้สนับสนุนให้เกาหลีใต้ประกาศใช้ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1969 ญี่ปุ่นก็เริ่มใช้มาตรการนี้บ้างแต่ไม่เป็นที่ยอมรับจากรัสเซียและจีน ในปี ค.ศ. 1972 และ 2010 ญี่ปุ่นก็ประกาศขยาย ADIZ แต่ฝ่ายเดียวอีก และล่าสุดหลังจากที่จีนประกาศใช้ ADIZ เพียง 3 สัปดาห์เกาหลีใต้ก็ประกาศขยายเขต ADIZ ของตนแต่ฝ่ายเดียวอีกครั้ง ดังนั้น การที่จีนจะทำบ้างจึงไม่ใช่สิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านน่าจะประหลาดใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านตกใจก็คือ ช่วงเวลาการประกาศใน ADIZ ในขณะที่ยังมีความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะที่จีนเรียกว่า Diaoyu แต่ญี่ปุ่นเรียกว่า Senkaku ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลตะวันออก โดยญี่ปุ่นอ้างว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการประกาศใช้ฝ่ายเดียว เป็นการบังคับให้คนอื่นทำตามกฎระเบียบภายในของจีนในพื้นที่น่านน้ำสากล แต่จีนก็อ้างว่าเป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็ทำ และมาตรการนี้ก็ใช่ของใหม่ เพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายก็พอทราบแล้วว่าจีนได้มีการศึกษาและพิจารณาที่จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวอยู่แล้ว
นักวิชาการมองว่า การประกาศเขต ADIZ เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าของฝ่ายจีน แต่จะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการเฝ้าติดตามและบังคับใช้ในพื้นที่ที่มีขนาดไม่น้อย สิ่งที่จะทำให้นักบินสายการบินพาณิชย์สับสนคือ ตกลงจะต้องแจ้งเส้นทางการบินของตนให้ใครทราบดี หากต้องบินผ่านบริเวณดังกล่าว การประกาศใช้ ADIZ ของจีนในครั้งนี้อาจเป็นการโยนหินถามทางเพื่อทดสอบดูว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร หากจีนซึ่งเพิ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าประจำการต้องการเปิดทางออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น แต่สิ่งที่หลายฝ่ายสนใจมากกว่าคือ แนวโน้มว่าจีนจะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทะเลจีนใต้ด้วยหรือไม่ในอนาคต ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างความยุ่งยากให้กับอาเซียนเพิ่มขึ้น
ในขณะนี้อาเซียนและจีนมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องทะเลจีนใต้อยู่แล้ว โดยมีกรอบการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (ASEAN-China SOM) และระดับ รมต. ต่างประเทศ และผู้นำ ที่ผ่านมาก็มีความคืบหน้าไปมาก โดยประเทศไทยยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในกรอบความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ระหว่างปี ค.ศ. 2012-2015 โดยที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและทุกประเทศสมาชิกอาเซียน อีกทั้งไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องอธิปไตยทางทะเลในเขตนั้น เพียงแต่ต้องการให้มีสันติภาพและความมั่นคง โดยมีการสัญจรทางเรือและอากาศอย่างเสรี ไทยจึงเป็นตัวกลางที่ดีในขณะนี้ที่จะช่วยโน้มน้าวจีนและประเทศอาเซียนอื่นๆ เล็งเห็นถึงผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยและอาเซียนมีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของการค้าซึ่งขณะนี้มีมูลค่ากว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือความร่วมมือที่จะสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asia community) ซึ่งจะเป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจโลก (world economic gravity) ต่อไป
ปัจจุบันไทยในฐานะคนกลางก็ได้พยายามดึงจีนเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct) โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ เพื่อเป็นมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อป้องกันการขยายตัวลุกลามของความขัดแย้ง และเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้คู่กรณี (Concerned Parties) สามารถเจรจาหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตอธิปไตยทางทะเลระหว่างกัน ทั้งนี้ ความคืบหน้าดังกล่าวน่าจะเป็นสิ่งช่วยป้องกันมิให้ความขัดแย้งในทะเลตะวันออกขยายตัวลงมาสู่ทะเลจีนใต้ได้ แต่ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาในทะเลจีนใต้ก็ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจและการปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ร่วมกันไม่เฉพาะจากจีนแต่สมาชิกอาเซียนทั้งหมดด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ หากในอนาคตจีนประกาศเขต ADIZ ในทะเลจีนใต้เมื่อไร ก็จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น และอาจกลายมาเป็นเครื่องพิสูจน์การกล่าวอ้างของจีนว่า การเติบโตของจีนจะเป็นไปอย่างสันติ (Peaceful rise of China) นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเพียงลมปาก








