วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บนทางสองแพร่ง สังคมไทยหลัง 'ชัตดาวน์'

การชุมนุมใหญ่ของ คณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(กปปส.) เป็นไปตามที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งของรัฐบาลและทหาร ประเมินไว้ตรงกันว่า สังคมไทยจะเผชิญกับความเสี่ยง ที่อาจจะทำไปสู่ความรุนแรง เพราะไม่เพียงแต่จำนวนประชาชนจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. เท่านั้น แต่ยังเกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการ "ปิดกรุงเทพ" อีกด้วย

หากว่ามีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการชุมนุมตามจุดต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ นั่นหมายความว่า พื้นที่การชุมนุมจะขยายวงกว้างไปอย่างมาก และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิด โดยเฉพาะความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าทุกฝ่ายไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้น แต่จากสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันก่อนการชุมนุม ก็ปรากฏให้เห็นการปะทะกันระหว่างกลุ่ม กปปส. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลายครั้ง

ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ สถานการณ์จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน โดยที่ผ่านมา มีการประเมินไปหลายแนวทางถึงความน่าจะเป็น บางฝ่ายประเมินว่าหากเกิดการปะทะกันรุนแรง จะส่งผลให้ทหารต้องออกมาระงับเหตุ ซึ่งนั่นจะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหาร ขณะที่บางฝ่ายก็ประเมินถึงขั้นเลวร้ายว่าจะเกิดการเผชิญหน้าไปทั่วประเทศระหว่างคนต่างความเห็น และมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองต่อเนื่องไปอีกนาน

สถานการณ์ที่จะตามมาหลังจากวัน "ชัตดาวน์กรุงเทพ" จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจากการประเมินถึงความน่าจะเป็นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และอาจเป็นครั้งแรกๆ ของเหตุการณ์ทางการเมือง ที่คนในสังคมยังรู้สึกสับสนและมึนงงว่าต่อจากนี้ไปสังคมไทยจะเป็นอย่างไร แม้ว่าฝ่ายการเมืองยังมุ่งไปที่ผลแพ้และชนะทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่จากการเข้าร่วมของประชาชนในวงกว้างกว่าครั้งก่อนๆ ปัญหาอาจจะไม่ง่ายและเป็นเพียงแค่เรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง

จากการติดตามการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราก็ต้องยอมรับว่ากระแสของ กปปส.นั้น ยกระดับเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการเข้าร่วมของประชาชนที่ดูเหมือนว่าขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน การตอบโต้ของอีกกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเข้มข้นขึ้น แม้จะไม่เห็นในครั้งก่อนๆ ซึ่งไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาอย่างไร แต่ที่น่ากังวลที่สุด คือ กระแสความรู้สึกของประชาชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ทางการเมืองในหลายๆ ครั้ง หากไม่สามารถลดระดับลงมาได้ ความน่ากลัวจะเกิดขึ้น หากกลายเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ

ดังนั้น นับจากนี้ไปจึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และสังคมกำลังสุ่มเสี่ยงอย่างมาก เหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง โดยเส้นทางแรก หากประคับประคองอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในระดับที่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์กับสังคมไทย แต่อีกหนึ่งเส้นทาง หากไม่สามารถหาทางออกได้อย่างเหมาะสม เราก็กำลังเสี่ยงที่จะเดินไปสู่สภาพมิคสัญญีของผู้คน เมื่อถึงเวลานั้น สังคมไทยจะแตกเป็นเสี่ยง จนยากจะฟื้นขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันใกล้ ขณะที่เรากำลังเดินบนทางสองแพร่งอย่างแท้จริง