หากวันนี้ เกิดปรากฏการณ์ Bangkok Shutdown หรือ Occupy Bangkok ขึ้นจริง ก็ย่อมแปลว่า กระบวนการประชาธิปไตยล้มเหลวแล้วโดยสิ้นเชิง
เพราะหากทุกฝ่ายอ้างประชาธิปไตย ก็ควรจะต้องมีวิธีการหาทางออกทางการเมือง แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์มาถึงจุดที่สุ่มเสี่ยงกับการเกิดความโกลาหลและความรุนแรงเช่นนี้
วิกฤตนี้เกิดจากการเมือง ควรที่นักการเมืองที่อยู่ในความขัดแย้งต้องหาทางแก้ปัญหา ไม่ปล่อยให้เลยเถิด ผลักประเทศมาอยู่ตรงขอบเหวแห่งความหายนะเช่นนี้
ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านอ้าง “ความชอบธรรม” ตามรัฐธรรมนูญ และทุกฝ่ายมีเหตุและผลของตนในการยืนยันจุดยืนของตน แต่นอกเหนือจากจุดยืนแห่งตนแล้วก็ยังมี “ความอยู่รอดของสังคม” ซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในความขัดแย้งที่จะต้องหาทางรักษาเอาไว้อย่างสำคัญยิ่ง
ผมจึงเห็นด้วยกับการประกาศ “2 เอา 2 ไม่เอา” ของเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการ ที่มีแนวความคิดหลากหลายแต่มารวมตัวกัน แถลงจุดยืนคัดค้านรัฐประหาร และความรุนแรง และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งและการปฏิรูป
น่าชื่นชมที่นักวิชาการหลายท่านที่มีความเห็นแตกต่างกัน ในประเด็นวิกฤตการเมือง แต่พร้อมจะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” เพื่อสะท้อนถึงความพยายามที่จะไม่ให้สังคมไทย ร่วงหล่นลงไปในห้วงเหวแห่งหายนะ ที่เกิดขึ้นได้จากความขัดแย้งทางการเมือง และไม่มีใครหาทางออกที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้ในยามนี้
การที่นักวิชาการต่างความคิดมา “แตะมือ” กันได้ และประกาศ “จุดร่วม” ในหลักการใหญ่แม้จะยังไม่สามารถตกผลึกทางความคิดในรายละเอียด ก็ต้องถือว่าเป็นการแสดงออก ของผู้มีวุฒิภาวะที่เห็นแก่ประโยชน์สังคมเป็นหลัก และถือเอาความเห็นและความรู้สึกส่วนตนเป็นรอง
นี่คือคำนิยามของ “วิญญูชน” และ “พลเมืองผู้รับผิดชอบ” ของสังคมไทย
แต่ไม่ว่าการ “ปิดเมืองหลวง” วันนี้จะดำเนินไปอย่างไร ทุกฝ่ายจะต้องระลึกถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นบ้านเมือง ต้องยึดเอาวิธีการสันติ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทุกรูปแบบเพราะหากเกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่ประเทศไทยจะดิ่งลงสู่สภาวะ “รัฐล้มเหลว” อย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ
การที่เลขาธิการสหประชาชาติบันคีมูน ออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ในไทย อย่างเป็นทางการวันก่อน และเรียกร้องให้มีการ “เจรจาอย่างจริงจังด้วยวิธีการสันติ” (genuine dialogue and peaceful means) นั้นเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าเราตกอยู่ในสถานะประเทศที่ “น่าห่วงกังวล” มีปัญหาภายในจนประชาคมโลกมีความไม่แน่ใจในความเป็นสังคมที่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้
ตัวอย่างและบทเรียนจากหลายประเทศก็น่าจะบอกเราว่า หากเราเดินไปในเส้นทางหนึ่ง ความรุนแรงก็จะหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น กรณีบังกลาเทศที่รัฐบาลกับฝ่ายค้านต่างดื้อรั้นไม่ยอมลดราวาศอกกันและกัน เมื่อรัฐบาลยืนยันว่าจะต้องมีการเลือกตั้ง และฝ่ายค้านคว่ำบาตร ประชาชนก็กลายเป็นเหยื่อของการเผชิญหน้า คูหาเลือกตั้งถูกเผา ชาวบ้านที่ยืนอยู่คนละฝ่ายปะทะกัน ตายและบาดเจ็บกันระนาว แต่นายกฯกับผู้นำฝ่ายค้านไม่รู้สึกถึงความรับผิดชอบร่วมกัน
ที่นั่นต่างฝ่ายต่างก็อ้าง “ความชอบธรรม” ของการจัดให้มีการเลือกตั้งแม้จะรู้ว่าจะเกิดปัญหาอย่างหนักก็ตาม
กัมพูชาเป็นอีกกรณีหนึ่งที่รัฐบาลยืนยัน “ความชอบธรรม” ของการเลือกตั้ง แม้ว่าฝ่ายค้านจะมีหลักฐานว่ามีการโกงกันอย่างมโหฬารและต้องมีการเลือกตั้งใหม่
ที่ตูนีเซีย นายกฯยอมลาออกเพื่อตั้ง “รัฐบาลรักษาการ” ที่ไม่มีพรรคการเมืองบริหารเพื่อให้มี “คนกลาง” มาดำเนินการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เขาเรียกมันว่าเป็นการ “เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย” (transition to democracy) โดยที่นายกฯไม่ได้อ้างเหตุผลว่า “ลาออกไม่ได้เพราะต้องทำตามหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ”
ท้ายที่สุด ทุกประเทศจะต้องสร้างกรอบแห่งกติกาของตน เพื่อปกปักรักษาความเป็นชาติและสังคม ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมั่นคง
ความจริง ปฏิบัติการ “หยุดกรุงเทพ” วันนี้จะไม่มีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นเลยหากคู่กรณีทุกฝ่าย จะมีความสำนึกในความรับผิดชอบที่ต้องแก้วิกฤตที่ตนสร้างขึ้นมาเองโดยแท้
หากเราทำได้เพียงแค่สวดมนต์ภาวนาว่าจะไม่มีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ก็แปลว่ากลไกของระบอบที่เราต่างอ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตย” นั้น ชำรุดทรุดโทรมเหลือเกินแล้ว








