การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. ของกลุ่มประชาชนเพื่อการ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(กปปส.) ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลประเมินว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากและอาจมีความเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ แม้ว่าแกนนำกลุ่มกปปส.ยืนยันว่าการชุมนุมในครั้งนี้ แม้จะเป็นการประกาศเส้นตายเพื่อให้ได้รับชัยชนะ แต่จะมีการชุมนุมเช่นเดิม โดยจะชุมนุมกันอย่างสันติและหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการชุมนุม
อย่างไรก็ตาม ก่อนช่วงการชุมนุม มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ ได้เกิดความรุนแรงโดยการใช้"คำพูด"กันอย่างดุเดือดทั้งสองฝ่าย ประหนึ่งว่ามีการเตรียมตัวเพื่อเผชิญหน้ากันอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งจากฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ ดังปรากฏให้เห็นตามโซเชียลมีเดียหรือช่องทางการเสนอข่าวของแต่ละกลุ่มที่มีช่องทางอยู่แล้ว ซึ่งเนื้อหาบางช่วงเป็นไปอย่างดุเดือดอย่างยิ่ง และหากใครที่ติดตามการเคลื่อนไหวผ่านสื่อเหล่านี้ ก็จะเห็นว่ามีการตอบโต้กันอย่างรุนแรง ทั้งจากประชาชนที่มีความเห็นต่างกันและจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลส่วน
ความกังวลว่าเหตุการณ์ชุมนุมในครั้งนี้ หรือที่เรียกกันว่า"ชัตดาวน์กรุงเทพฯ" ดูเหมือนจะมีมากยิ่งขึ้น เพราะคนไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยขณะนี้มีการคาดเดาผ่านสื่อต่างๆจากทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายประชาชนทั่วไปว่าการเมืองอาจเหลือทางเลือกไม่มากนัก แม้ว่าขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ หลังจากรัฐบาลยุบสภา แต่มีคนไม่มากนักที่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง หรือ หากมีการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ความกังวลเช่นว่านี้ สะท้อนจากข่าวลือต่างๆที่ออกมาค่อนข้างมากและถี่ขึ้น อาทิ เมื่อทหารขนอาวุธมาโชว์ในวันเด็ก คนก็ระแวงว่าจะเกิดการปฏิวัติ รวมทั้งข่าวลือรายวันที่เกี่ยวข้องกับแกนนำรัฐบาล หรือ กลุ่มผู้ชุมนุม จนกระทั่งทุกวันนี้ เราแทบแยกไม่ออกว่าข่าวใดจริง-ข่าวใดเป็นข่าวลือ เพราะทุกอย่างดูสับสนกันไปหมด ยิ่งข่าวลือมีมากเท่าไร ก็แสดงให้เห็นว่าคนวิตกกังวลมากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญก็คือข่าวลือทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปฏิกิริยากับข่าวดังกล่าวในลักษณะต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้เกิดความกังวลว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเกิดความรุนแรงขึ้น ดังนั้น จึงมีความพยายามของบางกลุ่มที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้นอย่างถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะเกรงว่าการชุมนุมที่มีคนเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ขณะที่อีกฝ่ายก็มีผู้สนับสนุนจำนวนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งในที่สุดแล้ว หากเกิดความรุนแรงขึ้นในจุดใดจุดหนึ่งแล้ว สถานการณ์อาจลุกลามได้ง่ายมาก เพราะคนกังวลกับข่าวลือที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องพยายามยุติเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรงโดยทันที เพราะเราเชื่อว่าความรุนแรงไม่อาจแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าความรุนแรงนั้นจะมาจากฝ่ายใด และเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น เรายังเรียกให้หน่วยงานรัฐ ที่มักจะออกมาแสดงท่าทียั่วยุ อาทิ การฟ้องร้องคดี หรือ การกล่าวหากันไปมา โดยทันที เพราะท่าทีเหล่านี้เองที่กำลังกลายเป็นเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งให้ขยายวงออกไป ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่"ลมปาก" หากไม่ช่วยกันก็ยากจะเลี่ยงความรุนแรงได้








