วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวลากับโอกาสของคนไทย

ความเจริญวัยของสังคมที่ผมทิ้งท้ายไว้ใน “ไอทีไร้พรมแดน” ฉบับที่แล้ว

บอกให้เรารู้ว่าความสำเร็จของสังคมส่วนรวมนั้นยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนบุคคลมากมายเหลือเกิน

บทบาทของคนในแต่ละสาขาอาชีพ จึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยเมื่อมองเห็นว่าแต่ละคนเป็นกลไกขับเคลื่อนความเจริญ ให้สังคมได้เหมือนๆ กัน

แต่เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมทำให้ช่องว่างระหว่างอาชีพต่างๆ ห่างไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่แต่ละคนก็มีคุณค่าต่อระบบนิเวศน์ในสังคมเมืองไม่แพ้กัน จนทำให้หลายๆ คนหลงลืมความสำคัญของตัวเอง จนไม่มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

สถานการณ์เป็นพลเมือง การเป็นพนักงาน การเป็นข้าราชการ ฯลฯ ของแต่ละคนจึงไม่มีความสุขนักเพราะมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไปเปรียบเทียบกับคนอื่นรอบข้างอยู่เสมอ ก่อให้เกิดปัญหามากมายในบ้านเรา เพราะไม่ตระหนักคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง และไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนรอบข้าง รวมถึงไม่ตระหนักคุณค่าของสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่

เพราะในสังคมที่ทุกคนคิดเอาแต่ได้ สุดท้ายแล้วก็มีแต่คิดอยากเอาชนะ จนลืมไปว่าหากชนะได้แล้วก็ยังหาความสุขไม่เจออยู่นั่นเอง เนื่องจากเป็นการเอาชนะที่ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งนี่คือพื้นฐานที่เราหลงลืมไปจนยากที่จะสร้างความผสมกลมกลืนได้แล้ว

หากมองไปไกลถึงอีกหลายสิบปี หรืออีกหลายร้อยปีข้างหน้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คงถูกอธิบายด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ย่อหน้า ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าข้อความที่เขียนไว้จะมีเนื้อหาอย่างไร เพราะไม่มีใครหยั่งรู้อนาคต แต่ทุกคนมีส่วนกำหนดอนาคตร่วมกันได้ด้วยแง่มุมความคิดสัก 2 ข้อ

ข้อแรก ต้องเริ่มต้นจากการให้ อย่าเริ่มต้นด้วยความอยากได้ หรืออยากเอาชนะ ซึ่งไม่มีทางจบปัญหาได้ แต่หากเริ่มด้วยการให้ซึ่งหมายถึงการมองข้ามผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องไปเพื่อคิดถึงฝ่ายตรงข้ามทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นและมองเป็นปัญหาได้เด่นชัดยิ่งขึ้น

เมื่อเข้าใจปัญหา ก็ย่อมมองเห็นทางแก้ เพราะเราไม่ได้ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเหมือนอดีตแต่เป็นการมองปัญหาภาพกว้างที่ยอมถอยมาเพื่อร่วมกันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกันแต่เพียงอย่างเดียว

ข้อที่สอง อย่ามัวแต่แสวงหาวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วย เพราะการอุปโลกน์ฮีโร่ขึ้นมามักจะก่อปัญหาต่อเนื่องตามมามากมาย เพราะฮีโร่เหล่านี้มักมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนจึงโดดเด่นเหนือฝูงชน และเมื่อทุกคนยกย่องให้เขาเป็นฮีโร่ก็เท่ากับปิดทางให้เขาเสียหน้าไม่ได้ และยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด โอกาสที่จะถอยกันมาคนละก้าวเพื่อหาทางออกร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้เลย

ทั้ง 2 ข้อนี้แท้จริงแล้วก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราใช้แง่คิดแบบนี้สร้างสมดุลให้สังคมมนุษย์มาโดยตลอด แต่การฝึกฝนความคิดและสร้างทัศนคติเชิงบวกเหล่านี้กลับทำได้ยากยิ่ง เพราะเรามักใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางกับทุกเรื่องๆ จนหลงลืมคุณค่าของคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราไปหมดแล้ว

แม้จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่มาได้ครบ 1 สัปดาห์พอดี แต่ดูสถานการณ์ในบ้านเราก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ซึ่งผมยังหวังว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะเข้าใจปัญหา และหาทางออกร่วมกันได้หากทุกคนมีความเข้าใจและเปิดรับความแตกต่างอย่างที่เคยทำมาก่อน

โอกาสที่บ้านเราจะกลับมาสงบสุขเหมือนเคยยังคงเปิดกว้างเสมอ และคนไทยก็ย่อมต้องการเห็นสังคมไทยพัฒนาต่อไปอย่างเข้มแข็ง... สวัสดีปีใหม่ครับ