สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ เดินเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกรอบ เมื่อกลุ่มกปปส. ประกาศเริ่มปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค.นี้
เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวมาดำเนินการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ขณะที่รัฐบาลยืนยัน จะเดินหน้าเลือกตั้ง 2 ก.พ.2547และสามารถปฏิรูปควบคู่กันได้ด้วย แนวทางที่ทั้งสองขั้วมีแนวทางต่างกันเช่นนี้ ได้สร้างความเป็นห่วงทั้งประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ จึงเป็นปัจจัยทำให้สังคมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน เอกชนไม่กล้าลงทุน ประชาชน หวั่นวิตกว่ามุมมองที่แตกต่างจะนำไปสู่กว่าขัดแย้งและรุนแรง เช่นบทเรียนเหตุการณ์ชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา
ความหวาดวิตกเช่นนี้ ทำให้ปัจจุบัน สังคมหันมาเน้นและให้ความสนใจปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราไม่ควรลืมคือหันกลับมา ตระหนักเรื่องหลักและเรื่องใหญ่ของประเทศคือ"การปฏิรูป" ที่ถือเป็นทางออกที่ถาวรของประเทศ แน่นอน ส่วนหนึ่งนายกรัฐมนตรี อาจจะเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นยา เพื่อรักษาความขัดแย้ง แต่ปัญหาของสังคมไทยที่ดำรงอยู่วันนี้ ไม่สามารถใช้กลไกเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจัดการปัญหาได้ เพราะความขัดแย้งที่ดำรงอยู่วันนี้ พื้นฐานมาจากโครงสร้างที่มีปัญหา จำเป็นต้องซ่อมหรือรื้อครั้งใหญ่ มิฉะนั้นแล้ว ความรุนแรงที่เราเห็นในวันนี้ อาจจะน้อยกว่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นไม่ว่าจะมีปัญหาระยะสั้น ให้สังคมถกเถียง หาทางออก แต่การแก้เชิงโครงสร้างต้องเดินหน้าต่อไป นั้นคืออย่าลืมที่จะเคลื่อนไหวให้เกิดการอ เพราะกว่าที่สังคมจะตื่นตัวเช่นวันนี้ หาได้ยาก หากปล่อยเหี่ยวเฉาไปเท่ากับสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญ
นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุค ส่วนตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุว่า นับวันปัญหาของบ้านเราจะยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆการแก้ปัญหาต่างๆก็ไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว และยอมรับว่าการเลือกตั้งก็อาจจะไม่ใช่ยาขนานเอกที่แก้ทุกอย่างได้ทันที แต่การเลือกตั้งคือยาที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็ต้องมีการทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การปฏิรูปประเทศ การเตรียมความพร้อมของท้องถิ่น เป็นต้น กลับกันหากเราไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ก็จะทำให้ประเทศไม่มีทางออก เพราะลำพังปัจจุบัน รัฐบาลหลังยุบสภาก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากนัก การใช้จ่ายภาครัฐที่จะเป็นการช่วยขับเคลื่อนจีดีพีและเศรษฐกิจภายในประเทศก็ไม่สามารถทำได้ และยิ่งส่งผลกระทบกับการลงทุนในอนาคตของภาคเอกชนอีกด้วย "
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาล ได้ประกาศแผนปฏิรูปออกมาเช่นกัน แต่สังคมไม่ได้ตอบรับมากนักส่วนหนึ่ง เพราะยังไม่ได้ตอบโจทย์สำคัญ ตามข้อเสนอของสังคม ซึ่งไม่เฉพาะ กลุ่มกปปส.เท่านั้น ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ภาคเอกชน ที่มีภาพลักษณ์ไม่อิงการเมือง ก็ได้หารือ เปิดเวทีกลางและนำเสนอแนวทางปฏิรูปออกมาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ข้อเสนอของ 7 องค์กรธุรกิจ ซึ่งเราเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ประเทศได้ดีมาก แต่ถึงวันนี้ รัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอดังกล่าวมาหารือ อย่างจริงจังมากนัก และหากรัฐบาลคิดปฏิรูปเพียงแค่"ภาพลักษณ์" อาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม เราจึงเห็นว่า รัฐบาลยังมีเวลาคิดใหม่ หยิบข้อเสนอของภาคเอกชนมาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยยึดเป้าหมายที่ปฏิรูปเป็นหลัก หากส่วนอื่นเป็นอุปสรรคก็สามารถปรับแก้ไขได้
ทั้งนี้ 7 องค์กรธุรกิจ เสนอว่าแม้การพัฒนาได้เป็นไปในทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ก็ยังไม่สามารถหาทางออกให้กับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ การยุติความขัดแย้งจึงจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงเครือข่ายปฏิรูปที่มีความหลากหลาย โดยกรอบประเด็นสำคัญของการปฏิรูป คือกติกา การเข้าสู่อำนาจรัฐที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน เช่นระบบการเลือกตั้งที่ปราศจากการซื้อเสียงและใช้อิทธิพลใดๆ และความโปร่งใสของกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ
การตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของผู้แทนประชาชน องค์กรอิสระ และสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่น เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ การขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรม ในการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรในสังคม และลดความเหลื่อมล้ำโดยมีการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพของประชาชน ให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนทบทวนโครงการที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และวินัยการคลัง ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยถือผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก และกระบวนการยุติธรรมที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ว่าจะได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน








