วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองต้องรับผิดชอบ หากสร้างผลกระทบรุนแรง

การประกาศชุมนุมใหญ่ 20 จุดทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยไม่มีกำหนดเวลา เพื่อเป็นมาตรการกดดันนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ลาออกจากตำแหน่งและตั้งสภาประชาชนเพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการประกาศปิดกรุงเทพฯในครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลมากยิ่งขึ้นว่าการเมืองไทยไร้ทางออกมากยิ่งขึ้นและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลงอย่างไร

ความกังวลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดากันได้ เนื่องจากคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ยังคงยืนยันเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือวันที่ 2 ก.พ.นี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในพื้นที่หลายจังหวัดยังไม่สามารถรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ได้ อีกทั้งในหลายเขตเลือกตั้งก็ปรากฏว่ามีผู้สมัครเพียงคนเดียว ซึ่งการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นั้นไม่ใช่เป็นประเด็น แต่สิ่งที่ตามมาหลังการเลือกตั้งคือไม่สามารถเปิดสภาและจัดตั้งรัฐบาลได้ นั่นเท่ากับว่าประเทศไทยจะยังคงมีรัฐบาลรักษาการต่อไปอีกนานตราบที่การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย

หากติดตามข้อเสนอของกลุ่มกปปส.และจุดยืนของรัฐบาลที่ไม่สามารถเจรจากันได้ แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายในขณะนี้เพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์ความขัดแย้ง จนหลายคนเห็นว่าขณะนี้การเมืองไทยได้เดินหน้าเข้าสู่ "เคดล็อกค์"ที่หาทางออกไม่ได้ โดยฝ่ายหนึ่งยังยึดมั่นจะรักษาระบอบประชาธิปไตยโดยการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แม้ถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ปรากฏว่ามีประชาชนให้การสนับสนุนดังที่ปรากฏให้เห็นจากการชุมนุม

หากฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายในขณะนี้ ก็ถือว่าน่ารับฟังทั้งสิ้น แต่ที่น่าเสียดายคือเป็นเหตุผลที่พูดกันคนละเวที และไม่สามารถจะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งหากฟังการตอบโต้รายวันในขณะนี้ เราจะเห็นว่ามีการกล่าวโทษกันไปมาทั้งสองฝ่าย จนหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ และดูเหมือนว่าความพยายามหาคนกลางหรือตั้งองค์กรกลางขึ้นมานั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเกิดความไม่ไว้วางใจกันค่อนข้างสูงมาก ซึ่งทำให้ภาพที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้คือประตูการเจรจาใดๆนั้นแทบปิดตาย โดยสิ่งที่เห็นคือการเผชิญหน้าที่เพิ่มมากขึ้น

หากเราจะกล่าวโทษใครที่เป็นต้นตอให้เกิดวิกฤติการเมือง อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดถึง แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นได้ว่าปัญหาของประเทศทุกอย่างมารวมอยู่ในวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการใช้อำนาจ ทุจริตคอร์รัปชัน และความไม่รับผิดชอบของนักการเมืองจนนำไปสู่วิกฤติศรัทธาครั้งใหญ่ ดังนั้น ในเมื่อฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิกฤติโดยตรงและมีบทบาทอยู่ในขณะนี้ เราจึงคาดหวังได้ยากว่าพวกเขาจะแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างไร เพราะบางครั้งปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องที่มักจะมองไม่เห็น

เราเห็นว่าหากวิกฤติในครั้งนี้ที่ยังมองไม่เห็นทางออก และขณะนี้ก็ได้ประเมินกันไปไกล ว่าประเทศไทยอาจต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมืองต่อไปอีกนาน ตราบใดที่ยังไม่สามารถเจรจาร่วมกันได้ โดยมีการพูดถึงว่าเราอาจอยู่ในภาวะเช่นนี้กันนานเป็นปี แต่นั่นก็เป็นการประเมินจากความกังวลนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การชุมนุมทางการเมืองได้ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน จึงมีความเป็นไปได้ว่าภาะวะเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นก็เป็นได้ และหากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อประเทศโดยรวมย่อมมีมาก ซึ่งคนไทยก็ต้องโทษฝ่ายการเมืองเท่านั้นที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง