วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเคลื่อนไหวที่ชอบธรรม : บทเรียนจากภาคประชาชนอินเดียและไอซ์แลนด์

ปี 2557 เปิดฉากท่ามกลางการเมืองไทยร้อนระอุ พรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ต่างทำตัว “เกรียน” ในภาษาวัยรุ่น พรรคหนึ่งประกาศบอยคอต

ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง อีกพรรคส่งนักการเมืองที่คนร้อง “ยี้” กันทั้งเมืองมาลงเลือกตั้งทั้งชุด ราวกับจะเย้ยว่า ข้าจะส่งเสาไฟฟ้าลงก็ยังได้ เพราะแกไม่มีทางเลือก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมาย สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เสียงเรียกร้อง “การปฏิรูป” กำลังดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งในไทย หลังจากที่ดังมาแล้วหลายระลอกแทบทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง

ในความเป็นจริง “การปฏิรูป” ระดับประเทศ ไม่ว่าจะมิติใด คล้ายกับ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตรงที่ไม่มีคำว่า “จบ” ไม่มี “จุดสิ้นสุด” ที่ชัดเจน และไม่มี “เส้นชัย” ให้ไปถึง มีแต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างอุตสาหะและอดทนเท่านั้น ให้ทันกับขนาดและลักษณะของปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในรอบหลายปีมานี้คนไทยเคยชินกับการตื่นตัวของประชาชนในรูปการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนมากกว่ารูปแบบอื่นๆ ซึ่งเมื่อเป็นการประท้วงแบบ “ไม่ชนะไม่เลิก” แกนนำก็ย่อมอยากชักจูงให้คนเชื่อว่า “ชนะแล้ว” หรือ “ใกล้จบแล้ว” และ “มีวิธีเดียวเท่านั้น”

แกนนำผู้ชุมนุมข้ามปี 2556 คือ กปปส. ใช้วาทกรรมและวาทศิลป์นับไม่ถ้วนมาประโคมว่า “นักการเมือง” และ “ระบอบทักษิณ” นั้นชั่วช้าสามานย์สิ้นดี เป้าหมายอยู่ที่การ “โค่น” รัฐ ยึดเอาอำนาจรัฐมาไว้เอง รายละเอียดและความชอบธรรมของวิธีการปฏิรูปไว้ว่ากันวันหลัง

ในสถานการณ์ที่ดูคับขันและมืดมน ลองมาดูบทเรียนจากต่างแดนกันต่ออีกเล็กน้อย

กลางเดือนธันวาคม 2556 รัฐสภาอินเดียผ่านกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันฉบับสำคัญ ก่อตั้งตำแหน่ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขึ้นมาใหม่ มีสถานะเป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีทุจริตคอร์รัปชันกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน รวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย (ผู้ตรวจการแผ่นดินของไทยมีอำนาจเพียงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองเท่านั้น)

ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการของอินเดียจะมาจากการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย

ราหุล คานธี รองประธานพรรคคองเกรสซึ่งกุมเสียงข้างมากในสภา ประกาศว่ากฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันฉบับใหม่เอี่ยมนี้ “โดยลำพังไม่พอกับการสู้กับคอร์รัปชัน ...เราควรลงมือต่อกรกับมันจนกว่าจะสำเร็จ ...ร่างกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันอีกหกฉบับยังค้างอยู่ในสภา”

อย่างไรก็ดี การผ่านกฎหมายฉบับนี้ก็นับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของอินเดีย เพราะร่างกฎหมายนี้ถูกยื่นและตีตกในสภาอินเดียมาแล้วถึงแปดครั้ง ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ

นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่สภาอินเดียผ่านกฎหมายฉบับนี้เพียงไม่กี่วันหลังจากที่พรรคคองเกรสของนายราหุลแพ้การเลือกตั้งระดับแคว้นหลายแห่ง ท่ามกลางกระแสความโกรธแค้นของประชาชนที่หาว่าพรรคคองเกรส “ไร้น้ำยา” ในการจัดการกับคอร์รัปชันขั้นเขมือบจำนวนมาก

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้พรรคคองเกรสต้องหันมาทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ เพราะดูเป็นพรรค “ไดโนเสาร์” ในสายตาของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหลายล้านคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับ “ภาพจำ” ของนางอินทิรา คานธี และนายราจีฟ คานธี สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย

ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวต่อต้านคอร์รัปชันจนกลายเป็นกระแสสังคม ผลักดันให้กฎหมายนี้ผ่านสภาได้สำเร็จ คือ อันนา ฮาซาเร (Anna Hazare) นักเคลื่อนไหวทางสังคมชั้นครู ผู้ต่อต้านคอร์รัปชันด้วยการอดอาหารประท้วงรัฐทุกระดับตลอดระยะเวลาสี่สิบปีที่ผ่านมา

นอกจากจะเปิดโปงคอร์รัปชันมากมาย ฮาซาเรยังเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในแคว้นมหาราช ผลักดันให้รัฐบาลแคว้นออกกฎหมายข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งต่อมากลายเป็นกฎหมายแม่แบบในการออกกฎหมายข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลกลางอินเดีย ในปี พ.ศ. 2548

กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันฉบับประวัติศาสตร์ผ่านสภาในวันที่เก้าของการอดอาหารประท้วงรอบล่าสุดของฮาซาเร

ร่างแรกของกฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นกว่า 46 ปีที่แล้ว เพิ่งจะบังคับใช้เป็นผลสำเร็จ

ย้อนไปปี 2554 - ปีที่ฮาซาเรอดอาหารเรื่องนี้ครั้งแรกๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยิบร่างกฎหมายมาเสนอเข้าสภาเป็นผลสำเร็จ - ณ สภาอีกซีกโลก รัฐสภาไอซ์แลนด์เพิ่งออกกฎหมายกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์

กฎหมายฉบับนี้ได้รับเสียงชื่นชมว่า เป็นกฎหมายคุ้มครองสื่อและข้อมูลข่าวสารที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในโลก นอกจากจะปกป้องสื่อมวลชนและแหล่งข่าวแล้ว ยังปกป้องผู้ให้เบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันเป็นกรณีพิเศษ และเป็นก้าวสำคัญสู่การทำให้ไอซ์แลนด์เป็น “ที่พึ่งพิงสำหรับเสรีภาพในการแสดงออก”

ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายนี้คือ เบอร์จิตตา ยอนส์ดอตตีร์ (Birgitta Jonsdottir) กวีและนักเคลื่อนไหว ผู้ผันตัวมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในปี 2551 เศรษฐกิจของไอซ์แลนด์ถูกหางเลขวิกฤติการเงินโลกอย่างรุนแรง ระบบธนาคารจวนเจียนล้มละลาย คนไอซ์แลนด์จำนวนมหาศาลออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชนชาติที่มีประชากร 300,000 คน

เบอร์จิตตาโดดเข้าร่วมขบวนผู้ประท้วงซึ่งขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว เธอกลายเป็นหัวหอกจัดตั้งแนวร่วมประชาชนซึ่งต่อมาจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง ใช้ชื่อสั้นๆ ว่า “เคลื่อนไหว” (The Movement หรือ “Hreyfingin” ในภาษาไอซ์แลนด์, http://www.hreyfingin.is/) จุดยืนของพรรค คือ การปฏิรูปประชาธิปไตยในไอซ์แลนด์ กระจายอำนาจไปสู่มือประชาชนมากขึ้น

พรรคเคลื่อนไหวส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในเดือนเมษายน ปี 2552 ได้คะแนนเสียงจากประชาชนถึง 7 เปอร์เซ็นต์ จึงได้โควตาส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 คน จาก 63 ที่นั่งในสภา ถึงแม้จะจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเพียงสองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง และแทบไม่มีงบประมาณหาเสียงใดๆ

การต่อต้านคอร์รัปชันในอินเดียสอนเราว่า การต่อสู้ที่ “สงบ สันติ อหิงสา” อย่างแท้จริง มีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม มีความอดทนอดกลั้น ค่อยๆ โน้มน้าวให้ประชาชนคนอื่นให้การสนับสนุนโดยไม่ไปละเมิดสิทธิใคร และ “กัดไม่ปล่อย” นั้น มีพลังและยั่งยืนเพียงใด

การต่อต้านคอร์รัปชันในไอซ์แลนด์สอนเราว่า การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นั้น หลายเรื่องไม่จำเป็นจะต้องทิ้งระบบหรือทำนอกระบบ แต่สามารถไปเคลื่อนไหวในระบบได้

หากแต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า การเลือกตั้งไม่ใช่และไม่เคยเป็น “วิธีแก้ปัญหา” ใดๆ เป็นแต่เพียงกลไกรองรับการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อหา “เจ้าภาพ” ฝั่งรัฐในการแก้ปัญหา และเปิด “โอกาส” ให้ประชาชนด้วยกันได้เข้าไปเป็น “ตัวแทน” เท่านั้น.