วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถ้ารัฐบาลไม่ฟัง คำเตือน กกต...

หากว่ารัฐบาลไม่ฟังเสียงเตือนจากหลายๆ ฝ่าย ให้ “หาทางลง” เพื่อป้องกันการเผชิญหน้ารอบใหม่ ก็คงคาดการณ์ได้ไม่ยาก

ว่าสิ่งที่เราไม่อยากจะเห็น ก็จะเกิดขึ้นในรูปแบบใด

คำเตือนอย่างทางการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ รักษาการ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลื่อนการเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะเกิดเรื่องวุ่นวาย และรัฐบาลก็จะ “รักษาการอย่างไม่เป็นสุข” นั้น ต้องถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ต้องฟัง

เพราะว่า กกต. ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาล ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระที่มีวิจารณญาณของตนเอง

ในฐานะที่เป็นคนจัดการให้มีการเลือกตั้ง “ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย” และเห็นว่าอย่างไรเสียก็ไม่อาจจะเรียบร้อยได้ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ทั้งห้าท่านที่จะต้องแสดงจุดยืนให้สาธารณชนได้รับทราบ

เพราะหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ทำให้การเลือกตั้งมีปัญหา กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ มีผลทางลบต่อประชาธิปไตย กกต.จะต้องแสดงความรับผิดชอบ มิอาจจะโยนให้รัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านได้เลย

คุณศุภชัย สมเจริญ ในฐานะประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ว่า ถ้ารัฐบาลเดินหน้าเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และเกิดจลาจลได้ จึงขอเตือนไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าสถานการณ์จะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล และอาจอยู่รักษาการแบบไม่มีความสุข

แทนที่ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จะรับฟัง และหาทางป้องกันปัญหา หรือเริ่มกระบวนการเจรจา หรือรัฐบาล “ขยับก่อน” เพื่อปลดล็อกภาวะทางตัน แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กลับตั้งประเด็น “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

คุณจารุพงศ์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เข้าใจว่า กกต. กำลังคิดอะไร พูดแต่เรื่องผิดกฎหมาย พูดแต่เรื่องไร้สาระสิ้นดี ผมเห็นอะไรบางอย่างชัด และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกัน ระหว่าง กปปส. ประชาธิปัตย์ และ กกต. หรือไม่”

ฟังแล้วไม่ต่างกับที่ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล เคยไม่สนใจคำเตือนเรื่องไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ไม่ต่างกับที่เคยมีการเตือน ว่า อย่าพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนคอร์รัปชัน

แต่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ฟัง เดินหน้าผลักดันสิ่งที่ตนต้องการ “สุดซอย” จนกลายเป็นวิกฤติ เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นสุ่มเสี่ยงกับการถูกมองว่า ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อผลักดันสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่สนใจว่าสังคมอีกส่วนหนึ่งต่อต้านคัดค้านอย่างไร

กรณี “เลือกตั้ง” กับ “ปฏิรูป” ก็เช่นกัน รัฐบาลยืนยันว่าต้องเดินหน้าเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ อีกฝ่ายหนึ่งที่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อย (ไม่ใช่ “ม็อบ” ชั่วครั้งชั่วคราวหรือกลุ่มคนที่อ้างความชอบธรรมโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ) ที่ออกมาเดินขบวน เรียกร้องให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

ผู้ต่อต้านไม่ได้คัดค้านการเลือกตั้ง อย่างที่คนในรัฐบาลบางคนพยายามยัดเยียดข้อกล่าวหา แต่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเมื่อมีการแก้ไขกติกาบ้านเมืองให้เป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเสียก่อน

แน่นอนว่า หาก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องการจะ “คลายปม” ที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤติครั้งนี้ ก็ย่อมจะสามารถเจรจากับฝ่ายต่อต้านและกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เพื่อให้มีการ “ลดราวาศอก” เพื่อให้มีกระบวนการปฏิรูปที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของฝ่ายอื่นๆ ในสังคม และกำหนดวันเลือกตั้งในจังหวะที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

การเจรจาหาทางออกร่วมกันของฝ่ายที่มีความเห็นต่างกัน เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย

แทนที่ นายกฯ จะห่วงเรื่อง กปปส. “ยึดกรุงเทพฯ” และขอให้ทหารออกมาช่วยตำรวจ สิ่งที่ควรทำ ก็คือ จะเจรจากับฝ่ายต่างๆ (ไม่ใช่แต่เพียง กปปส. เท่านั้น) เพื่อหาทางออก ก่อนที่จะต้องเดินเข้าหาทางตัน...อย่างที่เห็นอยู่