แสดงว่าปีนี้นาได้ผลดีมาก ควายแม่ลูกอ่อนยืนเล็มยอดข้าว ที่เพิ่งแตกยอดจากตอซักข้าวเก่า
มันเป็นอาหารอันโอชะเชียวแหละ ปีนี้น้องชายบอกว่า " ไม่ได้ขายข้าวโครงการจำนำหรอกนะพี่ เพราะรอไม่ไหว" ซ้ำบอกอีกว่า "เพื่อนบ้านหลายคนก็แบบเดียวกัน ขี้เกียจรอขั้นตอนมันเยอะ ไหนจะเอาข้าวไปโรงสี แล้วให้โรงสีออกใบประทวน เสร็จแล้วเราก็ต้องไปธกส. รับใบคิว แล้วกลับมาบ้านรอให้ธกส. บอกกับผู้ใหญ่บ้านมาอีกทีว่า จะถึงคิวทำสัญญาซื้อขายโครงการรับจำนำ พอทำสัญญาเสร็จ ก็ใช่ว่าจะได้เงินเร็ว ต้องรอว่าธกส.มีเงินหรือเปล่า เขาจะนัดมารับเงินอีกหน"
>>> ก่อนจะเอ่ยปากถามถึงเหตุผลที่ไม่เข้าโครงการ น้องชายบอกต่อไปว่า "ขายข้าวแบบนี้เราก็รับเงินสดเลย เขากดราคาเราบ้างก็ไม่เป็นไร ดีกว่ารอขั้นตอนจำนำข้าว หลายคนบอกว่า 6 เดือนจะได้เงินหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พวกเราชาวนารอไม่ได้หรอกนะ โน้นไง"
>>> น้องชายชี้ไปที่กระสอบข้าวปลูก 10 ลูก ที่ตั้งเรียงอยู่ แล้วบอกว่า "นั่นนะ 6,000 ต้องซื้อเงินสดเขามา รอเงินรัฐบาลได้ที่ไหน ก็จำต้องขาย ข้าวเจ้ารัฐบาลรับจำนำตันละ 20,000 แต่ของผมโรงสีเขาตีราคาซื้อขายเงินสดให้ 13 บาท 50 สตางค์ ก็ต้องเอาทั้งที่พี่ก็เห็นว่าปีนี้ "ข้าวดี"
>>> ผมฟังน้องชายสาธยาย มาก็ทำให้นึกถึงว่าโครงการรับจำนำข้าว ที่พรรคเพื่อไทย เสนอทางเลือกให้ชาวนาได้เงินจากการขายข้าวได้ราคาดี นั้น บางครั้งมันก็ตอบโจทย์ได้ดีตอนที่รัฐบาลมีสภาพคล่อง หมุนเงินมาใช้ในโครงการได้ดี แต่ตอนนี้ รัฐบาล "ถังแตก" สิ่งนี้มันฟ้องได้จากสภาพความเป็นจริงที่ได้กลับบ้านไปเห็นมาด้วยตาของตัวเอง ว่า ชาวนา เขาเข้าโครงการรับจำนำไม่ได้ แม้ว่าถ้าหากเข้าแล้วขายข้าวได้ราคาดีกว่าเล็กน้อย แต่เงินต้นทุนทำนา นั้น ชาวนาต้องใช้เดี๋ยวนั้น ต้องใช้ฤดูต่อฤดู สิ้นนาปี ก็ทำนาปรัง ชาวนาอาจจะคาดหวังได้ถึงราคาข้าวที่สูงขึ้น แต่ที่เขาคาดเดาไม่ได้คือ จะได้เงินเมื่อไหร่ ถ้ารอเงินจากรัฐบาล ก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน
>>> กลับบ้านนอกคราวนี้ผมไปหลายจังหวัด มองเห็นฝืนนาที่เก็บเกี่ยวรอการทำนาปรังสำหรับนาใกล้คลองชลประทาน แต่ที่นาส่วนใหญ่ของอีสาน ไม่ได้ติดคลองทั้งหมด นี่ก็ใกล้ถึงวันเลือกตั้งแล้ว ไม่ปรากฏป้ายหาเสียง ไม่ปรากฏนโยบาย "จำนำข้าว" ว่าจะมีใคร มีพรรคการเมืองใด สานต่อหรือไม่
>>> ยิ่งคิดก็ยิ่งสะท้อนภาพความเป็นจริงของชาวอีสาน พวกเราตกเป็นเครื่องมือของระบอบการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม ชาวอีสาน โดนกำหนดให้เป็นผู้ "รอคอย" เราไม่เคยได้รับการสร้างให้เป็นผู้เดินนำหน้า แต่เขากำหนดให้เราเป็นผู้ตาม มันเป็นเช่นนี้มาตั้งบรรพบุรุษ ผมเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้ หากไปพูดอะไรที่ทำลายความเชื่อเขา ผมจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมทางวัตถุ ทั้งที่ผมก็เป็นลูกหลานของพวกเขา ผมอาจจะโชคดีที่ก้าวออกมาเพื่อกำหนดทางเลือกของชีวิตเอง แต่สำหรับพ่อ แม่ พี่ น้องผม ญาติของผม เขายังต้องอยู่กับวัฒนธรรม และหมู่คนที่พวกนักการเมืองสร้างให้เป็น "ผู้รอคอยโอกาส"
>>>แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คนอีสานก็ยังเป็นมนุษย์พันธุ์ทรหดอดทน ทั้งจาก "คน" ผู้กำหนดชะตากรรม และจากทั้ง "ธรรมชาติ" ที่ร้อนแล้ง เมื่อคราวถึงเดือนสี่เดือนห้า หรือหนาวเหน็บเจ็บเข้าไปถึงกระดูก เมื่อคราวเดือนอ้าย เดือนยี่ อกสะท้อนเมื่อคราวก้าวขาขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง และบึ่งมันจากบ้านเกิดเหมือนว่าต้องการหนีไปให้ไกลที่สุด








