วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หันหน้าหาข้อสรุป ปฏิรูปที่ถูกต้อง

ประเทศไทย เดินทางมาถึงจุดเปราะบาง ทั้งความรู้สึกและโครงสร้างชาติ ซึ่งนั่นหมายถึง ต้องซ่อมและปรับรื้อกันครั้งใหญ่

ซึ่งเราเห็นว่าสถานการณ์ในประเทศไทยวันนี้ น่าวิตกอย่างยิ่ง ทุกฝ่ายของสังคมต้องมีสติและมุ่งเน้นที่เป้าหมายของประเทศชาติเป็นหลัก เพราะมิฉะนั้นจะส่งกระทบต่อประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่า แนวทางปฏิรูปที่ตกผลึกจากทุกฝ่าย ย่อมจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้วิกฤติและสร้างรากฐานที่มั่นคงในอนาคต เพราะหากแค่ปฏิรูปเพียงรูปแบบ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิมไปอีก และแนวทางที่รัฐบาลประกาศออกมา ก็ยังไม่ตอบโจทย์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงแนวการจัดตั้งสภาปฏิรูป ว่าหลายเวทีมีการเสนอให้จัดตั้งองค์กรที่จะมาดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ไม่เป็นการขัดหรือแย้ง และสามารถที่จะทำคู่ขนานไปกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้เป็นที่แน่ชัดแล้ว ดังนั้น เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เมื่อถึงเวลาที่เราต้องช่วยกันพัฒนากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เกิดขึ้น รัฐบาลจึงเสนอรูปแบบองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นรูปแบบหนึ่ง โดยอาจจะเรียกว่าเป็น “สภาปฏิรูปประเทศ” โดยสภาปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่เวทีของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเป็นเพียงผู้จัดตั้งโดยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเพื่อให้เรื่องนี้สามารถเดินหน้าได้ทันที ทั้งนี้ สภาปฏิรูปประเทศจะเป็นสภาของตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง โดยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ และจะเริ่มจากการสรรหาตัวแทนประชาชนจากสาขาอาชีพต่างๆ จำนวน 2,000 คน แล้วจึงให้ตัวแทนอาชีพจำนวน 2,000 คน ดังกล่าว เลือกผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ จำนวน 499 คน

อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า แนวของรัฐบาลที่เสนอออกมานั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ ความต้องการร่วมของประเทศชาติได้ ทั้งเรื่องของอำนาจและหน้าที่ รวมทั้งข้อสงสัยที่ว่า อาจจะยังอยู่ภายใต้การเมือง ส่วนหนึ่งเพราะจัดตั้งโดยอาศัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ข้อเสนอของ 7 องค์กรธุรกิจ น่าจะตอบโจทย์ประเทศได้มากกว่า ซึ่งเมื่อดูจากเนื้อหาแล้ว รัฐบาลไม่ได้พิจารณามากนัก ทั้งนี้ 7 องค์กรธุรกิจ เห็นว่าตามที่ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรงอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยปัจจุบันและมีแนวโน้มว่าความขัดแย้งนี้จะลุกลามไปอย่างไม่สิ้นสุด จนบัดนี้ได้สร้างความแตกแยกในบ้านเมืองอย่างร้าวลึก 7 องค์กรภาคเอกชนเห็นว่า มีความจำเป็นต้องแสวงหาทางออกอย่างเร่งด่วน จึงได้ร่วมกันจัดเวทีกลางเพื่อรับฟังความเห็นและแนวทางแก้ไขจากกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้ง กลุ่มประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทูตานุทูต และภาคธุรกิจต่างประเทศมาโดยตลอด ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืนของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิรูปในทันทีก่อนการเลือกตั้ง โดยความเห็นชอบของพรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและมีการรับรองตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย เช่น อาจออกเป็นพระราชกำหนด และ องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองวาระการทำงานขององค์กร เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อทำการปฏิรูปโดยเฉพาะ

เราเห็นว่า สุดท้ายแล้วการปฏิรูปที่เหมาะสมและถูกต้อง ต้องดำเนินการจากจุดร่วมของทั้งสังคม และเป้าหมายปฏิรูปเน้นไปที่ ปฏิรูปกติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน เช่น ระบบการเลือกตั้งที่ปราศจากการซื้อเสียงและใช้อิทธิพลใดๆ และความโปร่งใสของกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ การตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของผู้แทนประชาชน องค์กรอิสระ และสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่น เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ การขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ที่สำคัญวางกรอบเพื่อไม่ให้นักการเมือง ดำเนินนโยบายที่ไม่รับผิดชอบ เช่น นโยบายประชานิยม ที่กระทบต่อฐานะการคลัง เช่นปัจจุบัน