สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอ "บทบาทของภาครัฐต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ"
กล่าวถึงช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ผู้ที่ติดตามเกิดความกังวล และเกิดคำถามติดตามมามากมาย ทั้งการที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน การใช้วิธีออกกฎหมายกู้เงินลักษณะพิเศษนอกงบประมาณบ่อยครั้งมากขึ้น และการดำเนินนโยบายที่สร้างภาระทางการคลังสืบเนื่องต่อไปในอนาคต เช่น การใช้จ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ เป็นต้น แม้ปีงบประมาณปัจจุบัน จะยังไม่เห็นภาระทางการคลังเกิดขึ้นชัดเจน แต่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนอาจกลายเป็นปัญหาของประเทศได้ในอนาคตอันใกล้
ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การดำเนินนโยบายทางการคลัง ที่เอนเอียงไปในทิศทางของการจัดทำงบประมาณขาดดุล ต่อเนื่องยาวนานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังพบเห็นในอีกหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงจูงใจของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นตัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญ ประการแรก รัฐบาลมักมองแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ข้ามผลของการจัดทำงบประมาณไม่สมดุลอย่างต่อเนื่องที่มีในระยะยาว ประการที่สอง งบประมาณเป็นทรัพยากรที่ทุกรัฐบาลใช้ร่วมกัน ดังนั้นช่วงที่เศรษฐกิจดี มีทรัพยากรทางการคลังให้ใช้มาก รัฐบาลย่อมมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มการใช้จ่าย แทนการเก็บออมไว้สำหรับช่วงเศรษฐกิจขาลง ประการที่สาม รัฐบาลจัดทำงบประมาณตามดุลยพินิจของตัวเอง ซึ่งมักเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่าการดำเนินนโยบายทางการคลังที่ผันผวนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือ ยิ่งเศรษฐกิจดี มีเงินมาก ก็ยิ่งใช้มาก มากกว่าการจัดทำงบประมาณแบบปรับเสถียรภาพโดยอัตโนมัติ
ทีดีอาร์ไอ แนะนำว่า เพื่อลดแรงจูงใจดังกล่าว และเพื่อทำให้การดำเนินนโยบายทางการคลังของประเทศดีขึ้น มีความรับผิดชอบ รวมถึงเป็นไปในลักษณะผันผวนตรงกันข้ามกับวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนหนึ่งทำได้โดยการบริหารจัดการ หรือการควบคุมผ่านปัจจัยเชิงสถาบันทางการคลัง โดยปัจจัยเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้องมีตัวอย่าง เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีการงบประมาณให้คำนึงถึงผลกระทบต่อรายรับรายจ่ายรัฐบาลในระยะยาวและมีความโปร่งใส การกำหนดกฎการคลังในลักษณะของการจำกัดเพดานการก่อหนี้สาธารณะ หรือกำหนดสัดส่วนงบลงทุนในงบประมาณทั้งหมดของรัฐบาลอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการจัดตั้งองค์กรทางการคลังที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่การจัดตั้งองค์กรดังกล่าวเพียงอย่างเดียว อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากนัก แต่การทำหน้าที่ขององค์กรดังกล่าวควรส่งผลต่อการปรับตัวของตัวชี้วัดฐานะทางการคลังในทิศทางที่เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนรายจ่ายของรัฐบาล ให้มีสัดส่วนรายจ่ายที่มีผลต่อผลิตภาพมากขึ้น ซึ่งการทำหน้าที่เหล่านี้จะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด
ก่อนหน้านี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวว่า สศช. กำลังดำเนินงานจัดทำรายงานฉบับแรก (First Report) เพื่อส่งมอบรัฐบาลชุดใหม่ เป็นข้อมูลตัดสินใจ บริหารเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รายงานนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยจะดูโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจอีก 4 ปีข้างหน้า พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเราเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยต้องไม่ลืมการดูแลประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ แม้ว่าจะไม่ได้สิ่งตอบแทนเป็นเงินกลับคืนมา...ก็ตาม









