ทั้งๆ ที่ลาตินอเมริกาล้ำหน้าเอเชียไปพอสมควร ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เข้าสู่ศตวรรษที่ 20 หรือแม้กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่วันนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนในประเทศในภูมิภาคนี้วัดตามอำนาจซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ยของโลกและยังเป็นกลุ่มประเทศที่ติดอยู่ในกับดักภายใต้ปานกลางไม่สามารถไต่ไปสู่ระดับรายได้สูงคล้ายๆ กับหลายๆ ประเทศซึ่งรวมทั้งไทยด้วย
แน่นอนว่ามีมูลเหตุหลายๆ ประการที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ข้างต้น แต่ผู้เขียนคิดว่าหนึ่งในสาเหตุนั้นอยู่ที่ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพในเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคนี้ ความไม่มีเสถียรภาพนี้แหละสามารถกัดกร่อนและทำลายความมั่งคั่งและศักยภาพที่สะสมมาก่อนหน้า ซึ่งก็ไม่ได้สวยหรูหรือแข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็นซึ่งได้สร้างปัญหาเพิ่มเติมมาจนถึงทุกวันนี้
อาการความไม่ปกติของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มประเทศ MBA ซึ่งก็คือ เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจกัน แต่กระจายเป็นโรคประจำตัวเรื้อรังของภูมิภาค แม้บางประเทศอาจดูดีหน่อยโดยเปรียบเทียบ เช่น ชิลี โคลัมเบีย เป็นต้น ในกรณีของเอเชีย ฟิลิปปินส์ และตุรกี เป็นประเทศในแถบเอเชียที่มีประวัติศาสตร์คล้ายกับลาตินอเมริกาเมื่อเรานึกถึงวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน วิกฤติหนี้สิน
อย่างไรก็ตาม ลาตินอเมริกามีปัญหามากกว่าแถบอื่นๆ ของโลก ภูมิภาคนี้ไม่เหมือนใครและไม่เหมือนเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปัญหาที่น่าศึกษาในเชิงเปรียบเทียบให้บทเรียนที่มีค่า
ขณะที่มีการพบว่าในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศ G7 ความแปรปรวนของผลผลิตและราคาลดลงอย่างมากในระยะยาว Ben Bernanke ประธานเฟด เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเสถียรภาพหรือความพอดีไม่มากไม่น้อยที่ยิ่งใหญ่ (The Great Moderation) สิ่งที่เกิดในลาตินอเมริกานั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในช่วง 40 ปี ภูมิภาคนี้มีรายได้ต่อหัวที่เติบโตสูงกว่าปีละ 2% อยู่เป็นเวลา 18 ปี แต่อีก 23 ปีโตในอัตราต่ำกว่า 2% ต่อปี ร้ายกว่านั้นมีอยู่ 12 ปี ที่ภูมิภาคนี้มีการเติบโตของรายได้ที่ติดลบ 1 ครั้งทุกๆ 3 ปี
อย่างไรก็ตาม กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของลาตินอเมริกาที่เริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากขึ้นในปลายทศวรรษ 1980 เรื่อยมามีส่วนสำคัญที่ทำให้วิกฤตโลกที่เริ่มในปี 2008 ไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภูมิภาค ดูเหมือนว่าลาตินอเมริกาแข็งแกร่งขึ้นเหมือนเอเชีย แต่เราต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจโลกที่โตมากถึง 5% ในช่วงปี 2004-2007 และการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดสูงขึ้นมากจากอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก จีน อินเดีย รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาได้ช่วยให้ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาที่พึ่งสินค้าขั้นปฐมสำหรับการส่งออกในสัดส่วนที่สูงเติบโตได้ดี ไม่เผชิญวิกฤติเหมือนในอดีตที่มักจะติดเชื้อจากประเทศอื่นป่วยไข้รุนแรงบ่อยครั้งถึงขั้นโคม่า ไม่ว่าวิกฤติของโลกจะมาจากมุมไหน เวลาใด
ความถี่ในการเกิดวิกฤติอันเป็นผลมาจากความเจริญเติบโตหรือ growth crises ของลาตินอเมริกาจะเห็นได้ชัดเจนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ นอกจากการที่ทุกๆ 3-4 ปี จะมีวิกฤติ 1 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1960-2003 แล้ว วิกฤติจะกระจุกตัวอยู่ในช่วง 1981-1983 สูงมากคือเป็นช่วงวิกฤติหนี้ต่างประเทศ ความถี่ของวิกฤติจะสูงในมากในช่วง 20 ปีแรกเมื่อเทียบกับช่วง 20 ปีแรกประมาณ 1 เท่าตัว ในช่วงเวลา 40 ปีที่มีวิกฤติเกิดขึ้นถี่มากที่สุดคือ เวเนซุเอลา ประเทศนี้มีวิกฤติสูงถึง 23 ปี โดยกระจายอยู่ช่วง 20 ปีหลัง 13 ครั้งและ 20 ปีแรก 10 ครั้ง
ถัดมาคืออาร์เจนตินา เริ่มตั้งแต่ประธานาธิบดีเปรอง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเป็นผู้นำในการใช้นโยบายประชานิยมรุ่นแรก ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเพิ่มรายได้แก่คนงานอย่างสุดโต่ง โดยการเพิ่มค่าจ้างให้สูงๆ รวมทั้งการใช้จ่ายของรัฐ เขาเชื่อว่าการขาดดุลและความไม่สมดุลของระบบมหภาคจะทำให้เศรษฐกิจมีเงินหมุนเวียนและเติบโตโดยไม่เคยมีการตระหนักว่ามันไม่ใช่อะไรที่จะยั่งยืนอยู่ได้ อาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อระดับไฮเปอร์เรื้อรัง มีคนหนีภาษีประเทศนี้สูงเป็นพิเศษ มีภาระหนี้ต่างประเทศสูงมากเหมือนบราซิล ต้องปรับโครงสร้างหนี้ที่กู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์หลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2001 การว่างงานสูงถึงเกือบ 20% ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อปีต่อการส่งออกสูงเกิน 45% อาร์เจนตินาเบี้ยวหนี้ของภาครัฐไม่ยอมจ่าย มูลค่าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์หรือกว่า 3 ล้านๆ บาท ผู้ลงทุนได้รับเพียง 35 cent จากหนึ่งดอลลาร์
บรรพบุรุษชาวอิตาลีทางใต้ที่อพยพมาอยู่อาร์เจนตินาระดับล้านคนตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ลูกหลานได้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไว้เยอะได้รับความเสียหายมากมายเป็นเรื่องน่าเศร้า พวกเขาแบกความโกรธเคือง มีช่วงที่ประเทศเหมือนอยู่ในสภาพไร้ขื่อไร้แป เกิดการจลาจล ปล้นสะดม เมื่อรัฐบาลไม่ยอมให้ผู้ฝากเงินถอนเงิน วิกฤติทุกอย่างตั้งแต่วิกฤติค่าเงิน วิกฤติธนาคาร หรือสถาบันการเงินรวมทั้งสภาพล้มละลาย รวมอยู่ที่อาร์เจนตินา
ที่น่าแปลกใจก็คือว่า กรณีวิกฤติของอาร์เจนตินาปี 2001-2002 นี้ IMF (รวมถึงสหรัฐด้วย) ปล่อยให้เกิดแล้วยังปล่อยกู้ได้อย่างไร ระบบการดูแลต้องบกพร่องผู้บริหารไม่มีฝีมือเอามากๆ เพราะมันเกิดซ้ำซาก โครงสร้างเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาจะเปราะบางมากเพราะผลของการก่อหนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศแม้จะเป็นดอลลาร์สหรัฐที่อาร์เจนตินาใช้หนุนหลัง เงินเปโซในอัตรา 1 ต่อ 1
ทำไม IMF หรือสถาบันการเงินที่ให้กู้ไม่ทำอะไรเมื่อเห็นว่าในปี ค.ศ. 1999 ภาระการชำระหนี้ เฉพาะดอกเบี้ย หนี้ต่างประเทศภาครัฐก็สูงถึง 40% ของรายรับจากการส่งออกของประเทศแล้ว ในปี ค.ศ. 2000 ยอดหนี้คงค้างต่างประเทศต่อรายรับการส่งออกสูงถึง 500% ระบบการเงินโลกรวมทั้ง IMF และสหรัฐ ล้วนเกื้อหนุนต่อการทำให้เกิดความเสี่ยงหรือความเสียหายด้านศีลธรรมหรือ moral hazard
ในกรณีของอาร์เจนตินาวิกฤติเกิดขึ้นจำนวน 17 ปีในช่วง 40 ปีหรือร้อยละ 38% โดยที่ 11 ปีหรือสองในสามเกิดในช่วงหลังคือ 1980-2003 สำหรับก็บราซิลไม่เบาคือเกิดขึ้นถึงร้อยละ 30 และเกือบทั้งหมดเกิดในช่วงหลัง เม็กซิโกดีกว่าบราซิลที่มีความถี่เพียง 18% แต่เราต้องไม่ลืมว่าปี 1982 ที่เม็กซิโกไม่สามารถชำระหนี้ได้ทำให้ไฟลามทุ่งไปทั่วทั้งลาตินอเมริกาและที่อื่นๆ ดีที่สุดโดยเปรียบเทียบคือชิลีและโคลัมเบียคือประมาณ 16% ในช่วงเวลา 40 ปี อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ถ้าเปรียบเทียบกับเกาหลีหรือไทยในช่วงเวลาเดียวกัน เกาหลีและไทยมีสถิติความถี่แค่ร้อยละ 6.8 และ 4.5 ตามลำดับ ไทยเจอวิกฤติ 2 ครั้ง ในช่วงหลังทั้งหมด หนักที่สุดคือวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้เอเชียฟื้นเร็วกว่าลาตินอเมริกา
มีข้อสังเกตว่าการเติบโตโดยก่อหนี้ต่างประเทศสูง โดยทั่วไปย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศมาก แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เกาหลีใต้โตจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไปสู่การให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนความรู้และนวัตกรรมมากขึ้นตามสำคัญ เกาหลีออมได้ก็จริงแต่เน้นการลงทุนสูงเพื่อโตให้ได้มากๆ กลุ่มบริษัท Chaebol มีหนี้ต่อทุนสูง เกาหลีก่อหนี้จากตลาดทุนโลกในช่วงต้นทศวรรษ 80 โลกค่อนข้างมากและมีความเสี่ยงดังที่เกิดหลังวิกฤติต้มยำกุ้งไทย
แต่ปัญหาของเกาหลีเป็นปัญหาสภาพคล่องไม่ใช่ปัญหาล้มละลายเหมือนอาร์เจนตินา เวลาเกาหลีฟื้นจึงฟื้นเร็วคล้ายประเทศในเอเชียอื่นๆ รวมทั้งไทย นอกจากนี้ผลของวิกฤติทำให้เกิดการปฏิรูปในทุกประเทศมากบ้างน้อยบ้าง เป็นต้น








